“TCEB” เร่งเครื่อง “เอ็กซิบิชั่นไทย” ครึ่งปีหลัง 68 ผงาดในเวทีโลก ดันตลาดจัดงานศักยภาพสูงโตอีก 10 % ขานรับ 9 เดือนแรก ต.ค.67-มิ.ย.68 ตุนรายได้ 21,829 ล้านบาท 82.69% ของเป้าหมาย งัดใช้แพลตฟอร์ม “Expoinfo” ต่อยอด “งานพาณิชย์-งานขนาดใหญ่” ดึงไมซ์ “จีน อินเดีย” ไหลเข้าไทย ปี’69 รุก “Green &Net Zero” เอ็กซิบิชั่น ชูจุดขาย 3 รูปแบบ “ดิจิทัลการเข้าถึงลูกค้า-แจ้งเกิดผู้ให้บริการหน้าใหม่ทางนวัตกรรม-บูธ Re Use สมัยใหม่”

ดร.ดวงเด็ด ย้วยความดี ผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรมการแสดงสินค้านานาชาติ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) “TCEB” เปิดเผยว่า ช่วงครึ่งปีหลัง 2568 “ทิศทางอุตสาหกรรมการแสดงสินค้า/ Exhibition” ตลาดมีสัญญาณดีฟื้นตัวแรงสามารถช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไมซ์ไทยเติบโตต่อเนื่อง จากทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการ นโยบายส่งเสริมจากภาครัฐ และการปรับแผนของทีเส็บเพื่อรับมือด้านเศรษฐกิจทั้งภายในและต่างประเทศ
“ปัจจัยสำคัญ” คือ “การเปิดให้บริการเต็มรูปแบบของรถไฟฟ้าสายสีชมพู” เชื่อมต่อเข้าศูนย์แสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี ส่งผลให้ผู้จัดงานรายใหญ่เริ่มเลือกใช้พื้นที่นี้มากขึ้น แล้วศูนย์แสดงสินค้าหลักของประเทศ 3 แห่ง ได้แก่ อิมแพ็ค ไบเทค และศูนย์สิริกิติ์ ก็พร้อมรองรับการจัดงานระดับภูมิภาคและนานาชาติ ด้วย “มาตรฐานการจัดการระดับสากล” และ “การยืดหยุ่นของพื้นที่” ทำให้ไทยจัดงานขนาดใหญ่ในช่วงเวลาเดียวกันหลายงาน จึงเป็นข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ในอาเซียน ๆ
“ศักยภาพใหม่ของไทย” มาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.โครงสร้างพื้นฐาน 2.ความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ เลือกไทยเป็นพื้นที่จัดหลายงานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมพลังงาน เทคโนโลยี ดิจิทัล และ “อาหารแห่งอนาคต” ซึ่งไทยเป็นผู้นำตลาดมาหลายปี ซึ่งมีเซกเมนต์จำนวนมาก เช่น อาหารสุขภาพ อาหารของผู้ต้องการเป็นพิเศษไม่รับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ และอื่น ๆ สามารถต่อยอดได้หลายงาน
ทีเส็บประเมินแล้วจะนำ “งานแสดงสินค้านานาชาติใหม่กลุ่มศักยภาพสูง” มาจัดเพิ่มในไทยเติบโตได้อีกกว่า 10 % ปัจจุบันมีประมาณ 170 งาน คาดครึ่งปีหลัง2568 -ปี 2569 จะมีงานใหม่เพิ่มขึ้นอีก 15-17 งาน

ปัจจุบันทีเส็บจึงได้พัฒนาแพลตฟอร์ม “ExpoInfo” รวบรวมข้อมูลการจัดงาน โปรไฟล์ พื้นที่ งานที่จัดในแต่ละศูนย์ประชุม เพื่อช่วยให้ผู้จัดงานแสดงสินค้าเข้าถึงข้อมูลอินไซต์ที่สำคัญ นำไปวิเคราะห์วางแผนตัดสินใจเลือกอย่างเฉียบคม วางกลยุทธ์จัดงานได้ตรงจุด เปิดโอกาสขยายตลาดใหม่ ดึงงานแสดงสินค้าใหม่ ๆ มาจัดไทยเพิ่มขึ้นตามเป้าหมาย ปี 2568 พร้อมดึงงานเด่น ๆ มาจัดในไทย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
กลุ่มที่ 1 การค้าเชิงพาณิชย์ทั่วไป จะเพิ่มตลาดเอเชียมากขึ้น จากผู้จัดในตลาดจีนและอินเดียขยายตัว ไทยได้รับเลือกให้เป็นฐานจัดงานใหม่ โดยเฉพาะตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กลุ่มที่ 2 การจัดงานขนาดใหญ่ ทีเส็บใช้กลยุทธ์การเจรจา ร่วมประมูลเพื่อดึงงานต่าง ๆ เข้ามาจัดในไทย 3 อุตสาหกรรมใหญ่ ได้แก่ อุตสาหกรรมแรก “พลังงาน” มีผู้เข้าร่วมงานละ 30,000-40,000 คน อุตสาหกรรมที่ 2 “ดิจิทัล”ทั้งผู้บริโภค ไฟแนนซ์ อุตสาหกรรมที่ 3 “อิเลคทรอนิก” ไทยได้เปรียบเพราะเป็นที่ตั้งโรงงานผลิตแผงวงจรอิเลคทรอนิกมูลค่าสูง มาพร้อมการแสดงสินค้าขนาดใหญ่ จากไต้หวัน หรือไทยจัดเองแล้วดึงต่างชาติเข้ามาจัดงาน
การเคลื่อนย้ายของผู้จัดงานเหล่านี้ ช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจเป็นรายได้โดยตรงจากงานแสดงสินค้า ส่งเสริมให้ไทยเป็น “Exhibition Hosting Destination” ที่ผู้จัดระดับโลกเลือกนำงานมาจัดในไทยระยะยาว

ส่วน “การสร้างรายได้” จากการแสดงสินค้าช่วงครึ่งปีหลัง 2568 ทีเส็บมีข้อมูลล่าสุด ไตรมาสที่ 3 ปี 2568 (เมษายน–มิถุนายน) ไทยมีนักเดินทางกลุ่มเอ็กซิบิชั่นรวมทั้งสิ้น 113,650 คน เพิ่มขึ้น 6.03 % จากช่วงเดียวกันกับปีก่อน มีรายได้ 8,790 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% เทียบกับช่วงไตรมาสเดียวกับปีก่อน
ตลอด 9 เดือนแรกปีงบประมาณ (ตุลาคม 2567 – มิถุนายน 2568) มีนักเดินทางเอ็กซิบิชั่นรวม282,234 คน คิดเป็น 65.46% ของเป้าหมายทั้งปี สร้างรายได้สะสม 21,829 ล้านบาท หรือ 82.69% ของเป้าหมายรายได้ทั้งปี สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไมซ์ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ
“ความสำเร็จ” เป็นผลมาจากการดำเนินกลยุทธ์ของทีเส็บด้วย “3S” ได้แก่ Stay Longer, Spend More และ See You Again มุ่งกระตุ้นไมซ์จัดงานแสดงสินค้ากลุ่มคุณภาพ พำนักในไทยวันนานขึ้น ใช้จ่ายมากขึ้นตามโรงแรม อาหาร และกลับมาทำธุรกิจซ้ำต่อเนื่อง กลยุทธ์ดังกล่าวทำได้มากกว่าเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อหัวและต่อรอบการจัดงาน แต่ยังได้ “วางรากฐานความยั่งยืน” ให้ไมซ์ไทยในระยะยาวด้วย
โดยมีอุตสาหกรรมดาวรุ่งอยู่ 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมการผลิต : Manufacturing 2.การแสดงสินค้าทางอาหาร 3.อุตสาหกรรมดิจิทัล

“การขับเคลื่อน Exhibition สู่ Green และ Net Zero” ปี 2568-2569 ทีเส็บเร่งทำต่อเนื่องช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา นำไทยดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมหลายมิติ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบงานและกระบวนการจัดงานอย่างยั่งยืน การบริหารจัดการขยะเศษอาหาร การเลือกใช้วัตถุดิบจากแหล่งผลิตที่ยั่งยืน ในการสร้างบูธแสดงสินค้าส่งเสริมการใช้วัสดุแบบ Reuse และ Recycle การจัด150-170 งาน เกินกว่าครึ่งหันมาลดพรมปูพื้นหรือเลือกพรมปูพื้นจากวัสดุเหลือใช้ ใช้นวัตกรรมระบบดิจิทัล ลดการพิมพ์เอกสาร เช่น QR Code, e-Catalogue ลงทะเบียนโดยไม่ใช้กระดาษอีกต่อไป ตอนนี้ไทยอยู่ระดับแนวหน้าพร้อมใช้แพลตฟอร์ม “กรีน เอ็กซิบิชั่น” เป็นแม่เหล็กดึงดูดงานมาจัดในไทย
ทีเส็บเดินหน้ากลยุทธ์ “กรีน เอ็กซิบิชั่น” ต่อเนื่องปี 2569 ด้วยการนำไปปฏิบัติจริงให้เกิดขึ้น 3 แบบ ได้แก่
แบบที่ 1 ดิจิทัลเข้ามาอยู่ในระบบการเข้าถึง (engagement) ระหว่างผู้จัดแสดงสินค้า (exibitors) กับผู้เข้าร่วมงาน (visitors) เน้นลดการใช้กระดาษทั้งหมด
แบบที่ 2 มีผู้ให้บริการหน้าใหม่ Service Providers นำนวัตกรรมเข้ามาแทนที่ในระบบนิเวศมากขึ้น
แบบที่ 3 อนาคตวัสดุสร้างบูธจะต้องนำมาใช้ซ้ำหรือ Re Use ซึ่งทำได้มากกว่ารีไซเคิล ตัวอย่าง “ธนาคารกรุงไทย” เพิ่งได้รับรางวัลระดับโลก ใช้วิธีสร้างบูธงานขนาดใหญ่ 1 ครั้ง สามารถลดขนาดนำไปจัดงานขนาดเล็กลง แล้วก็ยังนำไปใช้ในปีต่อไปได้ด้วย ต่อไปจะได้เห็นเอ็กซิบิเตอร์นับหมื่นล้านหันมาออกแบบบูธแสดงสินค้าเพื่อนำกลับไปใช้ซ้ำ แต่ละปีจะปรับเปลี่ยนรูปแบบทันสมัยขึ้น ลดการใช้ทรัพยากรลงได้มาก
ปี 2568 ไทยมีผู้ออกแบบบูธที่ได้รับรางวัลระดับโลก Red Dot มาใช้สร้างบูธ โดยใช้นวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์ทันสมัย ต่อไปจะได้เห็น Red Dot เพิ่มมากขึ้น
ดร.ดวงเด็ด กล่าวว่า ทีเส็บมุ่งมั่นยกระดับการแสดงสินค้าในอุตสาหกรรมไมซ์ ขับเคลื่อนไปข้างหน้า 3 เรื่อง ได้แก่ เรื่องที่ 1 ยืนหนึ่งให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางไมซ์ เรื่องที่ 2 เชิญชวนผู้ประกอบการเลือกใช้แพลตฟอร์ม Expoinfo เป็นศูนย์กลางบริการ เลือกเข้าร่วมงานแสดงสินค้าที่มีอยู่แต่ละ 150-170 งาน เรื่องที่ 3 ทีเส็บจับมือกับสมาคมแสดงสินค้าไทย (TEA) ผลักดันงาน TMX :Thailand MICE X-Change เครื่องมือการตลาดที่วัดผลได้จริง และสามารถใช้เป็นช่องทางสร้างยอดขาย สื่อสารแบรนด์ และเข้าถึงผู้ซื้อในอุตสาหกรรมเป้าหมายภายใต้แนวคิด “Exhibition as a Marketing Tool” TMX ซึ่งเป็นได้มากกว่าเวทีแสดงศักยภาพสินค้าและบริการ แต่เป็น “พื้นที่สร้างความเข้าใจให้ภาคธุรกิจไทย”
โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมนวัตกรรมและเทคโนโลยี แล้ว TMX ได้วางบทบาทใหม่ให้เป็น “แหล่งรวมบริการ” จากผู้ให้บริการที่เชี่ยวชาญด้านดิจิทัล แอปพลิเคชั่นจัดแสดงสินค้า ด้วยแพลตฟอร์ม Engagement, ระบบ Matchmaking, Visitor Analytics หรือ Marketing Automation เพื่อนำไปใช้ในงานให้ผู้แสดงสินค้าได้ทดลองใช้จริง โดยมีเป้าหมายจะพัฒนา TMX ให้เป็นงานต้นแบบกรีน เอ็กซิบิชั่น ทุกกระบวนการเริ่มตั้งแต่ Pre-show, Onsite, ไปจนถึง Post-show ภายใต้หลักจัดงานอย่างยั่งยืน ลดรอยเท้าคาร์บอน ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า นำไทยก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero Exhibition ในระยะยาวต่อไป
เรื่องโดย…#เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza, www.facebook.com/penroongyaisamsaen

