ค่าคอมมิชชั่น คิดยังไง มีกี่รูปแบบ พร้อมตัวอย่าง

24.07.25 | 09:00 น.
คอมมิชชั่น

สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาเริ่มต้นอาชีพพนักงานขาย ค่าคอมมิชชั่น ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินใจ เนื่องจากค่าคอมมิชชั่นจ่ายตามผลงานจริง ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ส่วนบุคคลและกำไรขององค์กร


อย่างไรก็ตาม การจัดการค่าคอมมิชชั่นผ่านระบบเงินเดือนแบบดั้งเดิมมักเกิดข้อผิดพลาดในการคำนวณ ทำให้หลายบริษัทหันมาใช้ โปรแกรม Payroll ที่ออกแบบมาเฉพาะ ซึ่งไม่เพียงแต่คำนวณเงินเดือนพื้นฐาน แต่ยังรองรับการคำนวณค่าคอมมิชชั่นแบบอัตโนมัติ ลดความผิดพลาดจากการคำนวณด้วยมือ และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการระบบเงินเดือนแบบครบวงจร

การกำหนดค่าคอมมิชชั่นให้ดีนั้น มีผลอย่างยิ่งต่อขวัญกำลังใจของเซลล์ และยังมีผลต่อรายได้ กำไรของบริษัท ซึ่งสุดท้ายแล้วจะเห็นว่าค่าคอมมิชชั่น สำคัญกว่าที่คิด

ค่าคอมมิชชั่น คืออะไร

ค่าคอมมิชชั่นคือเงินพิเศษที่ได้รับนอกเหนือจากเงินเดือน จากการที่พนักงานสามารถทำงานได้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ทันเวลา ซึ่งโดยส่วนมากแล้ว บริษัทมักจะให้ค่าคอมมิชชั่นกับเซลล์ หรือพนักงานขาย เมื่อสามารถขายสินค้าได้ตรงตามเป้า และผลักดันให้เซลล์ขยันขึ้น ตั้งใจหาลูกค้า ตั้งใจขายมากขึ้น และนำรายได้มาสู่บริษัทได้มากขึ้น

Advertisement

ตัวอย่างของการคิดค่าคอมมิชชั่น เช่น บริษัทให้เงินเดือนเซลล์เดือนละ 20,000 บาท หากขายสินค้ามูลค่า 5 ล้านบาทได้ เซลล์จะได้รับค่าคอมมิชชั่น 5% หากในเดือนนั้นเซลล์สามารถปิดโปรเจกต์ได้ เซลล์จะได้รับเงิน 250,000 บาท + เงินเดือน 20,000 บาท เป็น 270,000 บาท

ค่าคอมมิชชั่น กับ Incentive แตกต่างกันอย่างไร

ค่าคอมมิชชั่น

ความแตกต่างของค่าคอมมิชชั่นและ Incentive นั้นอยู่มีอยู่หลายปัจจัยด้วยกัน ได้แก่

วัตถุประสงค์ : ค่าคอมมิชชั่นมีเพื่อกระตุ้นทีมขายให้ทำยอดขายได้ตามเป้า ในขณะที่ค่า Incentive สามารถให้พนักงานคนไหนก็ได้

รูปแบบการจ่าย : ค่าคอมมิชชั่นมักจะจ่ายให้เป็นเงินตามสัดส่วนกับยอดขายที่ทำได้ แต่ค่า Incentive สามารถให้ได้หลายรูปแบบเช่น เงิน รางวัล ของขวัญ โบนัส สิทธิพิเศษ ทริปท่องเที่ยว เป็นต้น

ความยืดหยุ่น : การจ่ายค่าคอมมิชชั่นจะมีการจ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ชัดเจน แล้วแต่ว่าทางเซลล์จะตกลงกับทางบริษัทอย่างไร ส่วนค่า Incentive สามารถปรับแต่งได้ตามเป้าหมายและกลยุทธ์ขององค์กร ไม่มีกฎที่แน่นอนตายตัว

เกณฑ์การจ่าย : ค่าคอมมิชชั่นจะจ่ายตามยอดขายโดยตรง ในขณะที่ค่าคอม Incentive จะจ่ายจากปัจจัยที่หลากหลายทั้งยอดขาย คุณภาพของงาน และการทำงานเป็นทีม

ทำไมต้องให้ค่าคอมมิชชั่น

หลายครั้งที่อาจจะเกิดคำถามว่า เหตุใดเงินเดือนอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอให้เซลล์ ทำไมจะต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่นให้ด้วย เพราะตำแหน่งอื่น ๆ ก็มีความสำคัญไม่น้อยกว่ากัน แต่กลับได้เงินน้อยกว่า ซึ่งเหตุผลที่ต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่น คือ

เพิ่มรายได้ให้บริษัท : การให้ค่าคอมมิชชั่นเป็นการกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจให้เซลล์ขยันมากขึ้น มีวินัยมากขึ้น เพื่อที่จะได้หารายได้เข้าบริษัทได้มากขึ้น และเซลล์จะได้ส่วนแบ่งค่าคอมมิชชั่มากขึ้น และถ้าเซลล์ระดับท็อปได้ค่าคอมมิชชั่นสูงแล้ว ก็จะช่วยเป็นแรงขับดันให้เซลล์คนอื่นขยันและหารายได้เข้าบริษัทเพิ่มขึ้น

เพื่อเป็นรางวัลให้กับผลงานที่ดี: ค่าคอมมิชชั่นนั้นจะผูกโยงอยู่กับผลงานของเซลล์โดยตรง ดังนั้นเซลล์ที่ทำผลงานได้ดี ก็จะได้ค่าคอมมิชชั่นที่เยอะตามไปด้วย นอกจากนี้ ค่าคอมมิชชั่นยังเป็นตัวสะท้อนถึงความพยายามและความขยันของเซลล์ว่า หากทำมากก็จะได้มาก ทำน้อยก็จะได้น้อย ค่าคอมมิชชั่นจึงเป็นแรงจูงใจอย่างดีให้เซลล์ทุ่มเทมากกว่าเดิม

ตัวชี้วัดความสำเร็จ : การได้ค่าคอมมิชชั่นนั้นคือตัวชี้วัดถึงความสำเร็จในอาชีพการเป็นเซลล์ คนที่สามารถทำค่าคอมมิชชั่นได้มาก ก็จะได้รับคำชื่นชมจากเพื่อนร่วมงานตามไปด้วย

ส่งเสริมให้เกิดการแข่งขัน : คนที่จะทำงานเป็นเซลล์ได้มักจะเป็นคนที่ชอบแข่งขันด้วย และด้วยเหตุนี้ ค่าคอมมิชชั่นจึงเป็นเหมือนการส่งเสริมและผลักดันให้เซลล์ขยันมากขึ้น เพื่อทำยอดให้ได้มากกว่าคนอื่น ซึ่งการทำแบบนี้จะยิ่งทำให้บริษัทมีรายได้มากขึ้น มีดีลมากขึ้นตามมาด้วย

รูปแบบการจ่ายเงินค่าคอมมิชชั่น

ค่าคอมมิชชั่น คิดยังไง

การจ่ายค่าคอมมิชชั่นมีหลายรูปแบบ แต่จะเป็นแบบใดนั้น ขึ้นอยู่กับรูปแบบธุรกิจและการกำหนดของบริษัท แต่โดยหลักแล้ว รูปแบบการจ่ายมีด้วยกันดังนี้

คิดค่าคอมมิชชั่นจากยอดขาย

รูปแบบการจ่ายค่าคอมมิชชั่นแบบนี้จะเป็นที่นิยมมากที่สุด โดยที่จะเป็นการคำนวณค่าคอมมิชชั่นจากยอดขายที่ได้ เช่น บริษัทกำหนดว่า เซลล์จะได้ค่าคอมมิชชั่น 5% จากยอดขายที่ทำได้ในเดือนนั้น หากเดือนนั้นเซลล์ขายสินค้าได้ 1,000,000 บาท ค่าคอมมิชชั่นที่ได้คือ 1,000,000 x 5% = 50,000 บาท

คิดค่าคอมมิชชั่นจากส่วนที่เกินโควตา

รูปแบบการจ่ายค่าคอมมิชชั่นแบบนี้ บริษัทมักจะกำหนดให้ค่าคอมมิชชั่นจากส่วนเกินของยอดขายที่ตั้งเอาไว้ เช่น บริษัทกำหนดว่าเซลล์ต้องขายสินค้าให้ได้อย่างต่ำเดือนละ 100,000 บาท ส่วนที่เกิน 100,000 บาท จะให้ค่าคอมมิชชั่น 5% นายจตุรงค์ขายสินค้าในเดือนนั้นได้ 150,000 บาท นายจตุรงค์จะได้เงิน 50,000 × 5%= 2,500 บาท

ค่าคอมมิชชั่นต่อเนื่อง

รูปแบบการจ่ายค่าคอมมิชชั่นแบบนี้ มักจะได้จากการที่ลูกค้าสมัครใช้บริการเป็นเวลานาน และทำการจ่ายเงินรายเดือนหรือรายปีให้เรื่อย ๆ ซึ่งมักจะพบได้มากจากบริษัทประกันภัย เช่น ลูกค้าจ่ายค่าประกันภัยปีละ 50,000 บาท และตัวแทนจะได้รับเงิน 5% ของยอดที่ลูกค้าจ่าย ดังนั้นตัวแทนจะได้เงิน 50,000 × 5%=  2,500 บาท

ค่าคอมมิชชั่นแบบลำดับขั้น

การจ่ายค่าคอมมิชชั่นแบบนี้ จะมีการกำหนดค่าคอมมิชชั่นไว้เป็นขั้น ๆ เพื่อจูงใจให้เซลล์ขยันและทำงานมากขึ้น เช่น หากขายสินค้าได้ 50,000 บาท จะได้ค่าคอมมิชชั่น 5% หากขายได้ 100,000 บาท จะได้ค่าคอมมิชชั่น 10% หากขายได้ 200,000 บาท จะได้คอมมิชชั่น 20% เป็นต้น

ค่าคอมมิชชั่นจากกำไร

การให้ค่าคอมมิชชั่นแบบนี้ จะเป็นการคิดจากกำไรของการขายสินค้า โดยที่ทางบริษัทอาจจะบอกกับเซลล์แล้วว่าสินค่าชิ้นนี้ราคาเท่าไร และห้ามขายต่ำกว่าเท่าไร ส่วนที่เหลือนั้นให้เซลล์ไปตั้งราคากันเอง ส่วนที่เป็นกำไรจะนำมาจ่ายเป็นค่าคอมมิชชั่น เช่น บริษัทให้ค่าคอมมิชชั่น 10% ของกำไร และให้เซลล์ขายเครื่องพิมพ์ราคา 500,000 บาท ห้ามต่ำกว่านี้ เซลล์สามารถไปนำเสนอลูกค้าได้ในราคา 700,000 บาท ซึ่งจะได้กำไร 200,000 บาท นั่นจะทำให้เซลล์ได้ค่าคอมมิชชั่น 200,000 × 10% = 20,000 บาท

สรุป

การให้ค่าคอมมิชชั่นนั้น มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการหารายได้และสร้างกำไรให้บริษัท และเป็นแรงผลักดันให้พนักงานมีความทุ่มเทและมีวินัยในการทำงานมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การจ่ายค่าคอมมิชชั่นต้องคำนึงถึงความเป็นธรรม มีโครงสร้างที่ชัดเจน และต้องเลือกให้เหมาะสมกับธุรกิจ จึงจะเกิดการแข่งขันและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทั้งตัวบริษัทและเซลล์เอง