ภูมิธรรมตั้ง “วอร์รูมภัยวิภา” สั่งเฝ้าระวัง 24 ชม. ย้ำสู้ภัยพิบัติ

25.07.25 | 14:12 น.

ภูมิธรรมตั้ง “วอร์รูมภัยวิภา” สั่งเฝ้าระวัง 24 ชม. ย้ำสู้ภัยพิบัติต้อง ‘พร้อมก่อนเกิดเหตุ’

 แม้พายุโซนร้อน “วิภา” จะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำหลังขึ้นฝั่งเวียดนามและเข้าสู่ สปป.ลาว แต่ผลกระทบยังคงชัดเจน โดยเฉพาะภาคเหนือของไทยที่ยังเผชิญฝนตกหนักถึงหนักมากต่อเนื่องหลายวัน ทำให้รัฐบาลต้องเดินหน้ารับมือแบบเข้มข้น ภายใต้การนำของ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะ ผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (ผบ.บกปภ.ช.) ที่เรียกประชุม War room ณ กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับผู้ว่าราชการจาก 30 จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เพื่อติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์

นายภูมิธรรมระบุว่า การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติเป็น “ภารกิจระดับชาติ” ที่ต้องเน้นป้องกันมากกว่ารอเยียวยา โดยย้ำว่า การแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าเป็นเรื่องจำเป็น พร้อมสั่งให้ใช้ ระบบ Cell Broadcast อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อเตือนภัยให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงทราบก่อนเกิดเหตุ ปัจจุบันได้มีการส่งข้อความแจ้งเตือนแล้วรวม 24 ครั้ง ครอบคลุมทั้งน้ำท่วมและดินถล่ม

วันนี้ประเทศไทยต้องก้าวไปอีกขั้นในเรื่องการเตือนภัยแบบเฉียบพลัน การใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดควบคู่กับการระดมทรัพยากรทั้งเครื่องจักรกล กำลังพล และศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ในทุกจังหวัด จะช่วยลดความเสียหายและรักษาชีวิตพี่น้องประชาชนได้ทันเวลา รองนายกฯ กล่าว
พร้อมกันนี้ยังได้ส่งกำลังเสริมเข้าเขตเสี่ยงทันที โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้นำเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ อาทิ เครื่องสูบน้ำระยะไกล เรือท้องแบน และเฮลิคอปเตอร์ KA-32 จากฐานบินเชียงใหม่ เตรียมพร้อมช่วยเหลือในพื้นที่ทุรกันดาร โดยมีจังหวัดพิษณุโลกเป็นจุดรวมพลกลางของภาคเหนือ

Advertisement

ส่องแผน 6 ขั้นตอน สื่อสาร-ช่วยเหลือ-ฟื้นฟู อย่างมีเอกภาพ

ด้าน น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ย้ำว่าแม้พายุจะอ่อนกำลังลง แต่สถานการณ์ภัยพิบัติยังคงมีความเสี่ยงสูง กระทรวงมหาดไทยจึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดโดยไม่ประมาท พร้อมชู “6 แนวทางปฏิบัติหลัก” เพื่อให้การบริหารจัดการวิกฤตเป็นไปอย่างมีเอกภาพและทันท่วงที
แนวทางทั้ง 6 ข้อ ประกอบด้วย
1. ช่วยเหลือชีวิตผู้ประสบภัยอย่างปลอดภัยทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่
2.
เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงเรนบอม-ดินถล่มอย่างเข้มข้น พร้อมอพยพหากจำเป็น
3. บูรณาการทุกหน่วยในพื้นที่ตามแผนเผชิญเหตุจังหวัดและท้องถิ่น
4.
ดูแลด้านการดำรงชีพ-สาธารณสุข-ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้ประสบภัย เช่น โรงครัวมาตรฐาน ถุงยังชีพ การควบคุมไฟฟ้าและเส้นทางอันตราย
5. เร่งสำรวจผลกระทบทุกมิติเพื่อเยียวยาโดยเร็ว ตั้งแต่ชีวิต ทรัพย์สิน เกษตรกรรม สาธารณูปโภค
6. รายงานสถานการณ์แบบชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อการสื่อสารที่ตรงกัน ลดความตื่นตระหนกและเพิ่มประสิทธิภาพการช่วยเหลือ

หัวใจสำคัญของการช่วยเหลือในภาวะวิกฤต ไม่ใช่แค่การเคลื่อนกำลัง แต่คือการสื่อสารที่เข้าใจสถานการณ์จริงกับประชาชน และการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วรัฐมนตรีช่วยมหาดไทยระบุ
ขณะเดียวกัน ทางกรมอุตุนิยมวิทยารายงานเพิ่มเติมว่า แม้พายุวิภาจะอ่อนกำลังลงแล้ว แต่ยังมีฝนตกต่อเนื่องในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะทางภาคเหนือ จังหวัดที่ต้องเฝ้าระวังสูงสุดขณะนี้ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก เชียงราย พะเยา และน่าน ซึ่งหลายพื้นที่มีปริมาณน้ำฝนสะสมมากเกิน 250 มิลลิเมตรในรอบ 24 ชั่วโมง
เพราะภัยพิบัติไม่อาจหยุดยั้งได้ แต่การเตรียมพร้อมอย่างเป็นระบบ การสื่อสารอย่างชัดเจน และการบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วนอย่างมีเอกภาพ สามารถลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างมหาศาล การเปิด War room รับมือ “วิภา” ครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การรับมือภัยพิบัติหนึ่งลูกเท่านั้น แต่ยังเป็น “บทเรียน” และ “แนวทาง” สู่การสร้างระบบจัดการภัยพิบัติแบบยั่งยืนในอนาคตของประเทศไทย