“ความยั่งยืน” (Sustainability) เป็นคำที่เราอาจได้ยินกันบ่อยครั้ง แต่การผลักดันให้เกิดผลสัมฤทธิ์ย่อมต้องเกิดจากการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังเป็นขั้นตอน เช่นเดียวกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่จัดตั้งศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้เพื่อภูมิภาคขึ้น ทั้งในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ รวมถึงที่จังหวัดสระบุรีและจังหวัดน่านมากว่า 10 ปี ถือเป็นฐานการเรียนรู้ด้านงานวิจัยและบริการวิชาการที่สะท้อนวิสัยทัศน์และพันธกิจของมหาวิทยาลัย ในการเชื่อมโยงองค์ความรู้กับการพัฒนาท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในมิติการเกษตร การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการช่วยเหลือสังคม ซึ่งไม่เพียงสร้างนิสิตมาร่วมพัฒนาประเทศ หากแต่ศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้ฯ ยังเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้มีโอกาสมาร่วมรับความรู้และได้ลงมือปฏิบัติจริง เพื่อประโยชน์ของสังคมและชุมชนอย่างยั่งยืน
ล่าสุด จุฬาฯ ได้พาคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ ณ ศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้เพื่อภูมิภาค จุฬาฯ สถานีวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยี ตำบลผาสิงห์ อำเภอเมือง และตำบลไหล่น่าน อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน โดยมี ศ.ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์ รองอธิการบดีจุฬาฯ ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ที่ปรึกษาด้านแบรนด์จุฬาฯ รศ.ดร.ยุทธนา ฉัพพรรณรัตน์ รองอธิการบดีจุฬาฯ พร้อมด้วย ผศ.ดร.ธนสิน ชุตินธรานนท์ ผู้ช่วยอธิการบดี ด้านพันธกิจสัมพันธ์เพื่อสังคม และ ผศ.ดร.วิชฏาลัมพก์ เหล่าวานิช ผู้ช่วยอธิการบดี ด้านส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ให้การต้อนรับ
ผศ.ดร.นพดล กิตนะ
ที่สถานีวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีตำบลไหล่น่าน ผศ.ดร.นพดล กิตนะ ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้เพื่อภูมิภาค จุฬาฯ ได้บรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับบทบาทและพันธกิจของศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้เพื่อภูมิภาค จุฬาฯ ขณะที่ ผศ.น.สพ.ดร.วินัย แก้วละมุล รองคณบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ สำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร จุฬาฯ บรรยายเรื่องงานวิจัยของสำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร จุฬาฯ โดยกล่าวว่า ยังมีประชาชนจำนวนมากที่ไม่ทราบว่าจุฬาฯ มีสาขาวิชาเกษตร ซึ่งมิใช่สอนเพียงให้รู้กระบวนการผลิตเท่านั้น หากแต่นิสิตต้องเรียนรู้ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะช่องทางการขาย เพื่อสร้างบัณฑิตให้เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เข้มแข็ง ไม่ยากจน
ผศ.น.สพ.ดร.วินัย แก้วละมุล
“ประเทศไทยมีผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรราว 35% ของจำนวนประชากร ซึ่งต้องเผชิญทั้งภัยธรรมชาติและราคาผลผลิต ทั้งที่ภาคเกษตรเป็นรากฐานให้ทั้งภาคท่องเที่ยวและภาคอุตสาหกรรม แต่ที่ผ่านมาเกษตรกรเป็นเพียงผู้ผลิต ยังขาดพาณิชยการ จุฬาฯ จึงต้องสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ต้องผลิตได้และขายเป็น เถ้าแก่คิดอย่างไร เกษตรกรควรคิดแบบนั้น ต้องพิจารณาตั้งแต่วัตถุดิบ ไปจนถึงการตลาดและผู้บริโภค ต้องพัฒนาเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการ
“สำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร จุฬาฯ จึงได้ก่อตั้งขึ้น และเริ่มรับนิสิตรุ่นแรกตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบันมีนิสิต 13 รุ่น โดยรับนิสิตปีละ 80 คน ภายใต้หลักสูตรศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ สาขาการบริหารจัดการทรัพยากรการเกษตร การเรียนการสอนจะเป็นแบบบูรณาการศาสตร์ทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการจัดการ โดยมีการเรียนทั้งในพื้นที่และระบบออนไลน์ ผ่านการเรียนรู้ทั้งภาคปฏิบัติในพื้นที่จริงและการเรียนรู้กับชุมชน นิสิตจะเริ่มศึกษาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพฯ 2 ปีแรก จากนั้นจะมาใช้ชีวิตอยู่ที่น่าน เพื่อให้ทราบกระบวนการจริง ผ่านการบริการวิชาการเหมือนคณะอื่นๆ ในจุฬาฯ” ผศ.น.สพ.ดร.วินัย แก้วละมุล กล่าว
ทีมงานจุฬาฯ ยังพาสื่อมวลชนเยี่ยมชมโคแดงพื้นเมืองน่าน ควายน้ำว้า การเพาะกล้าไม้วงศ์ยาง การเลี้ยงไส้เดือนดิน กบนา โรงเรียนสาธิตการเลี้ยงสุกร นิทรรศการการผสมเทียมสุกร รวมทั้งผลิตภัณฑ์แปรรูปเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และร่วมกิจกรรม “ปลูกฟื้นฟูป่าต้นน้ำน่าน” ตามพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้เพื่อภูมิภาค จุฬาฯ ร่วมกับ อบต. ผู้นำชุมชน และนักเรียน ณ พื้นที่ตำบลเมืองจัง อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน จัดขึ้น เพื่อปลูกต้นไม้ในโครงการจำนวน 1,200 ต้น โดยมี นายพล ผัดผล นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองจัง เป็นประธานในงาน
สื่อมวลชนได้ร่วมปลูกต้นไม้ด้วยเทคนิคการปลูกป่าที่จุฬาฯ พัฒนาขึ้น โดยการใช้กล้าไม้วงศ์ยางที่มีเชื้อราเอคโตไมคอร์ไรซา ซึ่งเป็นเชื้อราที่มีความสัมพันธ์แบบพึ่งพากับรากของไม้วงศ์ยาง รวมทั้งยังมีเทคนิคการปรับปรุงดินด้วยจุลินทรีย์และเชื้อราไมคอร์ไรซา เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่พื้นที่ปลูก พร้อมทั้งร่วมกิจกรรม “จากพี่สู่น้อง – มอบกระเป๋า ชุดนักเรียน ให้นักเรียนโรงเรียนบ้านสบหนอง” ณ ศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนบ้านสบหนอง ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างจุฬาฯ กับมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย
นอกจากนี้ยังได้ไปเยี่ยมชม ศูนย์การเรียนรู้และบริการวิชาการ เครือข่ายแห่งจุฬาฯ ณ สถานีวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีผาสิงห์ โดย ผศ.ดร.นพดล กิตนะ ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้เพื่อภูมิภาค จุฬาฯ นำชมนิทรรศการ “จุฬาฯ พัฒนาชีวิตและสิ่งแวดล้อม เพื่อน่านที่ยั่งยืน” เยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยาแห่งน่าน และเรียนรู้การแปรรูปนมแพะเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ภายใต้ชื่อผลิตภัณฑ์ “เคียงดิน”
ทั้งนี้ ผลงานวิจัยต่างๆ ในพื้นที่ศูนย์การเรียนรู้และบริการวิชาการ เครือข่ายแห่งจุฬาฯ เป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจสัมพันธ์เพื่อสังคมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Social Engagement) ที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่น ผ่านการประยุกต์ใช้ความรู้ งานวิจัยและนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเกษตรกรรมเพื่อความมั่นคงด้านอาหาร การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาที่ยั่งยืน

