ท่ามกลางกระแสโลกที่มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero และความต้องการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล
การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดจึงกลายเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมขับเคลื่อน หนึ่งในกลไกสำคัญที่ถูกจับตามองคือ “แนวทางการผลิตไฟฟ้าใช้เอง” ซึ่งขณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ได้ออกแบบกลไกทางกฎหมายเพื่อรองรับแนวทางนี้อย่างเป็นระบบ โดยสนับสนุนแนวทางที่เปิดให้ผู้ใช้ไฟรายใหญ่สามารถเลือกแหล่งพลังงานของตัวเองได้มากขึ้น โดยได้จัดทำหลักเกณฑ์การอนุญาตสำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนที่ผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง หรือจ้างผู้อื่นผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้ในกิจการตนเอง หรือเรียกสั้นๆว่าหลักเกณฑ์ IPS (Independent Power Supply) ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนผลิตไฟฟ้าใช้เองได้โดยไม่กระทบต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้า และไม่กระทบต่อทางสาธารณะ
โดยในปัจจุบัน กกพ. ได้มีการกำหนดรูปแบบกิจการผลิตไฟฟ้าที่สามารถดำเนินการได้อยู่ 2 รูปแบบ ได้แก่ โครงการที่อยู่นอกพื้นที่เฉพาะ และโครงการที่อยู่ในพื้นที่เฉพาะ (ได้แก่ การนิคมอุตสาหกรรม เขตประกอบการอุตสาหกรรม และสวนอุตสาหกรรม) โดยทั้ง 2 รูปแบบสามารถดำเนินการได้ทั้ง ผลิตไฟฟ้าได้ด้วยตนเอง
(นิติบุคคลเดียว) และรวมถึงให้ผู้อื่นผลิตไฟฟ้าให้เพื่อใช้ในกิจการตนเอง (สองนิติบุคคล) ได้เช่นกันแต่จะต้องอยู่ภายในพื้นที่ของผู้ใช้ไฟฟ้า

ซึ่ง IPS จะเข้ามาช่วยตอบโจทย์ผู้ใช้ไฟที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้านอกเหนือจากการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย
และมีความต้องการผลิตไฟฟ้าที่มีความเสถียรเพื่อใช้เองได้ทั้งการผลิตด้วยตนเองหรือจ้างผู้อื่นผลิตให้
เพื่อใช้ในกิจการตนเอง (Self-use) ด้วยการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าภายในพื้นที่ของตน เช่น โซลาร์ และระบบ
กักเก็บพลังงาน เพื่อใช้ไฟฟ้าภายในโดยตรง ซึ่งเหมาะกับผู้ที่มีพื้นที่และมีเงินทุนในการติดตั้งระบบ โดยระบบผลิตไฟฟ้าใช้เองนี้จะช่วยลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบโครงข่ายหลัก ซึ่งจะแตกต่างกันกับ Direct PPA
(Power Purchase Agreement) ที่จะเป็นการซื้อไฟฟ้าตรงจากผู้ผลิต โดยการทำสัญญาซื้อไฟกับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนในราคาที่ตกลงไว้ล่วงหน้า ซึ่งถือเป็นทางเลือกที่เหมาะกับผู้ใช้ไฟที่ไม่มีพื้นที่และไม่ต้องลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟเอง แต่ก็ยังคงมีความต้องการใช้พลังงานสะอาด แต่ยังต้องการต้นทุนไฟฟ้าแบบคงที่เช่นกัน
ในยุคที่ราคาพลังงานยังคงผันผวนและมีแนวโน้มสูงขึ้น การส่งเสริมให้ผู้ใช้ไฟผลิตไฟฟ้าใช้เองจึงไม่เพียงช่วยแบ่งเบาภาระโครงข่ายไฟฟ้าหลัก แต่ยังเป็นการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน สร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม

