ซีพี ผนึกทุกกลุ่มธุรกิจ เดินหน้าสู่ Carbon Neutral 2030

18.08.25 | 15:17 น.

ทรูดิจิทัล พาร์ค,กรุงเทพฯ :15 สิงหาคม 2568 – จากประชุมคณะกรรมการความยั่งยืน เครือเจริญโภคภัณฑ์ ครั้งล่าสุด ที่มี นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นประธานฯ ได้มีการสรุปเป้าหมายเชิงกลยุทธ์เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนขององค์กร (Carbon Neutral) ภายในปี 2573 ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญและเร่งด่วนของทุกกลุ่มธุรกิจในเครือฯ สำนักบริหารความยั่งยืน ธรรมาภิบาลและสื่อสารองค์กร เครือเจริญโภคภัณฑ์ จึงจัดประชุมเชิงปฏิบัติการหรือ workshop เพื่อติดตามความคืบหน้าในการดำเนินงานตามแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมให้แต่ละกลุ่มรายงานสถานการณ์ครึ่งปีแรกของปี 2568 การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีชื่อว่า “C.P.Group Carbon Neutral 2030 ลงมือทำเพื่อเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ Carbon Neutral” โดยมี ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหาร ด้านความยั่งยืนองค์กร และการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้ตอกย้ำว่าการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2030 ของเครือเจริญโภคภัณฑ์นั้นจะสำเร็จได้ต้องขับเคลื่อนทั้งองคาพยพ นอกจากนี้ผู้บริหารระดับสูงด้านความยั่งยืนจากกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ได้แก่ บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ ซีพีเอฟ บมจ.ซีพี ออลล์ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น บมจ.ซีพี แอ็กซ์ตร้า และกลุ่มธุรกิจในเขตประเทศจีน ได้ฉายภาพคืบหน้าในการเดินหน้าตามเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ของเครือฯ สู่ความเป็นกลงทางคาร์บอน โดยมีผู้เชี่ยวชาญผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร, คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล,มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ภาควิชาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ร่วมในการประชุมฯครั้งนี้ เพื่อให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ซึ่งจะช่วยในการผลักดันให้การเดินหน้ามุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนของเครือเจริญโภคภัณฑ์สามารถบรรลุได้ตามเป้าหมายที่กำหนด

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า การเดินหน้าสู่ “ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Carbon Neutral) ภายในปี 2573 ตามนโยบายของนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ถือเป็นโจทย์ท้าทาย เนื่องจากธุรกิจยังต้องเติบโตควบคู่ไปด้วย องค์กรจึงต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและจริงจัง การบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutral 2030 ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ต้องขับเคลื่อน “ทั้งองคาพยพ” ทุกกลุ่มธุรกิจต้องผนึกกำลังทั้งนี้เครือเจริญโภคภัณฑ์ให้ความสำคัญกับประเด็น Climate Resilience และได้กำหนดโรดแมปสำคัญ อาทิ เพิ่ม Solar และระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) ลดการปล่อยจากขนส่ง เสริมด้วยพลังงานชีวภาพจาก Biomass และ Biogas ครอบคลุม Scope 1 และ 2 ขณะที่ Scope 3 และภาคเกษตร (FLAG) ยังต้องมีแผนเสริมเพื่อบรรลุ Net Zero อย่างสมบูรณ์

ด้าน บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ ซีพีเอฟ ได้ฉายภาพถึงการเดินหน้าสู่ Net-Zero ด้วย 4 กลยุทธ์อัจฉริยะ ครอบคลุมทั้งซัพพลายเชน โดย นางจีระณี จันทร์รุ่งอุทัย Head of Global Net-Zero กล่าวให้เห็นถึงแผนสู่ Net-Zero ภายใต้มาตรฐาน Science Based Targets (SBTi) และ Net-Zero Standard พร้อมระบุว่าซีพีเอฟกำหนดเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งในภาคการเกษตร (FLAG) และนอกภาคการเกษตร (Non-FLAG) อย่างมีระบบ โดยขับเคลื่อนผ่าน 4 กลยุทธ์อัจฉริยะ ได้แก่ C – Carbon Reduction from Sustainable Sourcing มุ่งจัดหาวัตถุดิบปลอดการตัดไม้ทำลายป่า 100% และตรวจสอบย้อนกลับได้, P – Power Circulation ใช้พลังงานหมุนเวียนและยานยนต์ไฟฟ้า, F – Future Generation นำระบบผลิตและอาคารอัจฉริยะด้วย Automation, AI และ IoT มาลดคาร์บอน, และ Net-Zero Network ร่วมมือกับคู่ค้า ลูกค้า และพันธมิตรเพื่อขยายผลสู่ทั้งอุตสาหกรรม โดยมีมาตรการสำคัญครอบคลุมการเพาะปลูกคาร์บอนต่ำ การเพิ่มพลังงานสะอาด การจัดการของเสีย และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยั่งยืน เพื่อให้การลดคาร์บอนเกิดขึ้นอย่างครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน

Advertisement

มร.หลิว อี้หัว (Liu Yihua) และนางสาวเฟิง หนาน (Feng Nan) ผู้แทนกลุ่มธุรกิจเครือเจริญโภคภัณฑ์ เขตประเทศจีน กล่าวถึงแผนการสู่ Carbon Neutral 2030 ระบุว่า “การดำเนินงานด้านความยั่งยืนในประเทศจีนมีความสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 32% และเดินหน้าสู่ Carbon Neutral 2030 ผ่านการใช้พลังงานสะอาด โดยฟาร์มทั้ง 19 แห่งติดตั้งโซลาร์เซลล์แล้ว และร่วมกับ Altervim ขยายการผลิตพลังงาน รวมถึงปรับปรุงกระบวนการผลิต เช่น พิมพ์เลเซอร์บนเปลือกไข่แทนสติ๊กเกอร์ และปรับระบบทำความเย็น ช่วยลดคาร์บอนได้กว่า 30,000 ตันต่อปี พร้อมลดต้นทุน ขณะเดียวกันยังพัฒนานวัตกรรมหม้อต้มไอน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ใช้ไบโอแก๊ส ส่งเสริมเกษตรหมุนเวียน และผลักดันมาตรฐาน “โรงงานสีเขียว” โดยพร้อมเข้าร่วมตลาดคาร์บอนเครดิตหากมีการพัฒนาในจีน

นายอาคม อาจแสง ผู้จัดการทั่วไปอาวุโส สำนักบริหารความยั่งยืนองค์กร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ซีพี ออลล์ มีเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ภายในปี 2573 เช่นเดียวกับเครือฯ และได้วางแผนยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง โดยมีเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าชเรือนกระจกสุทธิให้ได้ประมาณ 480,000-500,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปี 2573  ซึ่งแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวประกอบด้วย 1) ลดการใช้พลังงานลงโดยผ่านมาตรการการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานทั่วทั้งองค์กร 2) ลดความสูญเปล่าจากการใช้พลังงานทั่วทั้งองค์กรลง 3) เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด 4) ลดการรั่วไหลและปรับปรุงสารทำความเย็นให้มีค่าศักยภาพทำให้โลกร้อนต่ำ(Low GWP) ซึ่งทั้ง 4 มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะทำให้การปล่อยก๊าชเรือนกระจกลดลงประมาณ 27-30% จากการดำเนินธุรกิจตามปกติ (BAU) และมาตรการที่ 5) การจัดเตรียมคาร์บอนเครดิตและทางเลือกอื่น ๆ เพื่อนำมาขดเชยในส่วนการปล่อยก๊าชเรือนกระจกที่คงเหลือ” ซึ่งแผนงานดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการอย่างเข้มข้นตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา โดยสรุป เป้าหมายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2573 ของซีพี ออลล์ คือ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยความพยายามตนเองลง  27-30% โดยประมาณ และชดเชยด้วยคาร์บอนเครดิตหรือทางเลือกอื่นๆ อีกประมาณ 70-73% ของปริมาณการปล่อยทั้งหมด

ดร.อนันต์ วัชรพงษ์วินิจ หัวหน้าคณะทำงานด้าน Climate Resilience บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) (Makro และ Lotus’s) ระบุว่าธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกมีความท้าทายด้านการใช้พลังงานสูง จึงเร่งใช้พลังงานทดแทน เช่น โซลาร์รูฟทอป พร้อมปรับปรุงประสิทธิภาพและนำเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างระบบอัตโนมัติและเอไอมาใช้ ส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2567–2568 ลดลงต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าใช้พลังงานทดแทน 31% ภายในปี 2573 และ 87.6% ภายในปี 2593 ทั้งนี้ได้ร่วมมือกับทรู คอร์ปอเรชั่นในโครงการ Energy Monitoring เพื่อลดการใช้พลังงานในบางช่วงเวลา และเตรียมใช้ระบบกักเก็บพลังงานและเทคโนโลยี UGT เพื่อสนับสนุนการจัดการพลังงานอย่างยั่งยืน

สำหรับกลุ่มทรู นายวีรศักดิ์ พงษ์ธัญญวิชัย หัวหน้าศูนย์นวัตกรรม ทรู คอร์ปอเรชั่น ระบุว่า แม้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก Scope 1 ของกลุ่มทรูจะมีสัดส่วนน้อย แต่บริษัทยังคงเดินหน้าลดการใช้พลังงานจากเสาสัญญาณกว่า 30,000–50,000 เสาทั่วประเทศ ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพเสาเดิม ติดตั้งโซลาร์เซลล์แล้วกว่า 10,000 เสา และพัฒนาเครื่องกำเนิดไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง พร้อมตั้งศูนย์ BNIC เพื่อลดการใช้พลังงานอย่างเป็นระบบ สำหรับ Scope 3 ตั้งเป้าร่วมกับคู่ค้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 25% ภายในปี 2573 โดยเน้นความร่วมมือเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืน

ขณะเดียวกันผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนภายนอกได้เข้าร่วมให้ความคิดเห็นต่อการเสนอแผนของกลุ่มธุรกิจ เริ่มจาก รศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ภานุวัฒน์วนิชย์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า “การมุ่งสู่เป้าหมาย Carbon Neutral ปี 2573 และ Net Zero ปี 2593 ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นโจทย์ท้าทายอย่างมาก เนื่องจากแต่ละกลุ่มธุรกิจมีลักษณะและรูปแบบการดำเนินงานที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นร่วมกันคือความพยายามอย่างจริงจังของทุกหน่วยธุรกิจในการบรรลุเป้าหมายด้านคาร์บอน โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันข้ามกลุ่มธุรกิจ ส่วนแผนการดำเนินงานสำหรับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 และ 2 มีความก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ Scope 3 ซึ่งครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานยังถือเป็นความท้าทายที่ต้องขับเคลื่อนต่อเนื่อง ทั้งนี้ หน่วยธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยี เช่น AI, IoT หรือ Carbon Capture สามารถเป็นต้นแบบให้หน่วยธุรกิจอื่นต่อยอดและพัฒนาแนวทางใหม่ ๆ ได้ ซึ่งในภาพรวมภาคเอกชนควรเริ่มปรับตัวและขยับตัวอย่างจริงจัง ส่วนภาครัฐควรสนับสนุนด้วยนโยบายต่าง ๆ เพื่อให้เป้าหมายด้านคาร์บอนเป็นไปได้อย่างยั่งยืน”

รศ.ดร.ชินธันย์ อารีประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แสดงความชื่นชมต่อความตั้งใจของกลุ่มธุรกิจเครือเจริญโภคภัณฑ์ในการผลักดันเป้าหมาย Carbon Neutral และ Net Zero โดยระบุว่า “แม้แต่ละกลุ่มธุรกิจมีความแตกต่างกัน แต่การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ เช่น พลังงานทดแทนจากแสงอาทิตย์และชีวมวล รวมถึงการใช้ AI และ IoT ในกระบวนการผลิต สามารถช่วยให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ”

ผศ.ดร.อรอนงค์ ลาภปริสุทธิ ภาควิชาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่าทุกหน่วยธุรกิจมีความตั้งใจและระบบการทำงานชัดเจน แม้เป้าหมายท้าทาย โดยเฉพาะภาคเกษตรที่ซับซ้อนด้านข้อมูล การใช้เทคโนโลยีช่วยให้จัดเก็บ วิเคราะห์ และนำไปใช้วางแผนได้จริง พร้อมย้ำว่าการขับเคลื่อนของเอกชนจะช่วยให้เป้าหมายประเทศสำเร็จง่ายขึ้น ด้านนายนครินทร์ หอมดี สถาบันเทคโนโลยีไทย–ญี่ปุ่น ระบุว่าหลายธุรกิจได้รับการรับรอง SBTi และตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซ Scope 1–3 อย่างเป็นระบบ โดยเน้นการจัดการพลังงานและเพิ่มพลังงานทดแทน พร้อมชี้ว่าประเทศไทยสามารถนำแนวทาง Industry 5.0 มาปรับใช้เพื่อเสริมความยั่งยืนเช่นเดียวกับประเทศพัฒนาแล้ว