นับตั้งแต่ประธานาธิบดี Donald Trump เข้าบริหารสหรัฐฯ สมัยที่สอง โลกได้เข้าสู่ยุคความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ เมื่อสหรัฐฯ เริ่มข้อพิพาททางการค้าด้านภาษีกับ 76 ประเทศ การทำสงครามการค้ากับทั้งคู่ค้าศัตรูและพันธมิตรสะท้อนว่าสหรัฐฯ ยุคใหม่นี้ได้หันหลังให้กับค่านิยมดั้งเดิมอย่าง การค้าเสรีและโลกาภิวัตน์ ซึ่งเคยเป็นหลักสำคัญในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการต่างประเทศ
หลังสงครามเย็น สหรัฐฯ เคยเป็นหัวหอกในการทลายอุปสรรคทางการค้าการลงทุนทั่วโลก ส่งเสริมกติกาการค้าเสรีผ่าน WTO ข้อตกลงการค้าและการลงทุน ตลาดการเงินเสรี ส่งเสริมแนวคิดเสรีนิยมทางเศรษฐกิจว่าเป็นผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ การเข้าสู่กระบวนการโลกาภิวัตน์จะนำไปสู่การลดปัญหาความยากจน สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ผู้บริโภคได้ใช้สินค้าราคาถูกและหลากหลาย พร้อมสร้างความมั่งคั่งให้เศรษฐกิจโลก
จีนที่เห็นถึงพลังของการค้าเสรีได้นำแนวคิดนี้มาใช้ผลักดันการพัฒนาประเทศจากความยากจนสู่ตัวอย่างของการพัฒนาเศรษฐกิจที่ประสบความสำเร็จที่สุดในสังคมสมัยใหม่ จนก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก ป้อนสินค้าต้นทุนต่ำสู่ตลาดโลก เป็นประเทศที่มีขนาดการค้าใหญ่ที่สุด และยังเป็นผู้ลงทุนรายสำคัญที่ส่งออกการลงทุนไปในต่างประเทศ
ทว่า สหรัฐฯ กลับหันหลังให้หลักการเดิม เมื่อเผชิญปัญหาการขาดดุลการค้าเรื้อรังและการถดถอยของภาคการผลิตในประเทศ ในยุคของประธานาธิบดี Trump สมัยที่ 2 ได้มีการใช้มาตรการทางกฎหมายผ่านคำสั่งฝ่ายบริหารมากมายเพื่อตั้งอัตราภาษีศุลกากรในอัตราที่สูงลิ่ว และนับเป็นอัตราภาษีศุลกากรที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่เมื่อเกือบ 100 ปีมาแล้ว มาตรการทางภาษีถูกตั้งขึ้นทั้งรายประเทศและรายอุตสาหกรรม เช่น เหล็กกล้า รถยนต์ ยา และชิป โดยสหรัฐฯ หวังใช้ขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่โตบีบคู่ค้าทั่วโลกให้เปิดตลาดและดึงการลงทุนเข้าประเทศ ขณะเดียวกันก็ป้องกันการแข่งขันจากต่างประเทศ

การเลือกใช้มาตรการภาษีแทนการพัฒนาขีดความสามารถของประเทศและรักษากลไกการค้าเสรี ส่งผลให้เกิดความปั่นป่วนต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งโลกที่ต้องเผชิญความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศและต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งนี้ จีน สหภาพยุโรป อินเดีย บราซิล แคนาดา ต่างเตรียมมาตรการตอบโต้หากการเจรจาไม่เป็นผล ซึ่งในระยะยาวย่อมไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโลกหากมีการตอบโต้เกิดขึ้นจริง
ขณะที่สหรัฐฯ กลายเป็นตัวแปรที่คาดเดาได้ยากในเวทีเศรษฐกิจโลก จีนยังคงยึดมั่นในหลักการค้าเสรีและโลกาภิวัตน์ เปิดตลาดให้สินค้าและบริการเติบโต พร้อมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ทุกประเทศ บริษัทชั้นนำทั่วโลกต่างมองเห็นศักยภาพผู้บริโภคจีนและประเทศจีนเองก็เป็นชิ้นส่วนสำคัญในวงจรห่วงโซ่อุปทานโลก มีโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายการค้าที่ครบวงจร ขณะเดียวกันจีนเป็นภาคีสำคัญในกรอบหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจรอบด้านแห่งภูมิภาคหรือ RCEP และแสดงความสนใจเข้าร่วมเขตการค้า CPTPP
ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นจากสงครามการค้าที่สหรัฐฯ จุดชนวนขึ้นรอบใหม่นี้ ประชาคมโลกจะได้ประจักษ์ว่า สหรัฐฯ จะยังคงมีความน่าเชื่อถือเพียงใดในการเป็นผู้นำในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและการค้าโลก สหรัฐฯ จะยังคงมีศักยภาพในการเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกได้อีกนานแค่ไหน ขณะที่จีนเองยังยืนหยัดในหลักการที่ประชาคมโลกเห็นตรงกันว่านำพาประโยชน์รอบด้านต่อการพัฒนาในระยะยาว และพร้อมเป็นแกนกลางที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกไปสู่ทิศทางที่เปิดกว้างและเติบโตอย่างยั่งยืน
China Reform Foundation

