กรมการข้าวนำร่องโมเดล “ข้าวยั่งยืน” จังหวัดอุบลราชธานี ยกระดับมาตรฐานการผลิตข้าวไทย

4.09.25 | 09:57 น.

โครงการข้าวยั่งยืนเป็นความร่วมมือระหว่าง กรมการข้าว และ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการปลูกข้าวของไทยให้มีความยั่งยืน สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งนี้ ดำเนินการผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างวิทยากรเกษตรกร และการเชื่อมโยงสู่ตลาดเกษตรยั่งยืน

การขับเคลื่อนงาน ข้าวยั่งยืนในประเทศไทย มุ่งเน้นการปรับปรุงระบบการผลิตข้าวให้สอดคล้องกับแนวคิด เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Model) โดยมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ผ่านการส่งเสริมการใช้มาตรฐานการผลิตข้าวที่ยั่งยืน

นายขจร โนวัฒน์ ผู้อำนวยการกองตรวจสอบรับรองมาตรฐานข้าวและผลิตภัณฑ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว มีนโยบายการเกษตรยั่งยืน เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตข้าว โดยได้กำหนดมาตรฐาน สินค้าเกษตร เรื่อง ข้าวยั่งยืน (มกษ. 4408-2565) ขึ้น เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาผลิตข้าวอย่างยั่งยืน แก่เกษตรกรตลอดห่วงโซ่การผลิตและห่วงโซ่การคุ้มครอง ถือเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพข้าวไทย ให้มีความแตกต่างและโดดเด่นจากข้าวที่ผ่านการรับรองมาตรฐานทั่วไป หากเปรียบเทียบตามลำดับชั้นของคุณภาพข้าว ก็สามารถเปรียบเสมือนสามเหลี่ยมพีระมิด โดยระดับล่างสุดคือ “สแตนดาร์ด” ขยับขึ้นไปเป็น “พรีเมียม” และระดับสูงสุดที่มีมูลค่าสูงมากคือ “ลักซูรี” ซึ่งการผลักดันให้เกษตรกรสามารถผลิตข้าวได้ตามมาตรฐานยั่งยืน ถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของรัฐบาลและความฝันร่วมกันของพี่น้องเกษตรกรไทยในการยกระดับข้าวไทยให้ก้าวสู่เวทีโลก

อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันตลาดข้าวยังคงถูกขับเคลื่อนโดยกลไกตลาดมวลรวม (Mass Marketing) ทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงข้าวคุณภาพสูงที่สุดได้ ดังนั้น หากมีการส่งเสริมและตรวจรับรองข้าวยั่งยืนอย่างเป็นระบบ สามารถแยกข้าวคุณภาพมาตรฐานสูงออกจากตลาดทั่วไป สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคว่าข้าวที่ได้รับการรับรองนั้นมีคุณภาพและได้มาตรฐานอย่างแท้จริง

Advertisement

ระบบการตรวจสอบและรับรองดังกล่าว ยังมีการนำฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาควบคุมและติดตามในทุกจุดของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างโปร่งใส และสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคว่าข้าวที่บริโภคตลอดทั้งกระบวนการผลิตนั้น ได้รับมาตรฐานคุณภาพที่น่าเชื่อถือในทุกขั้นตอน

รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ผลักดันมาตรฐานข้าวยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดให้ต้องมี มาตรฐานสินค้าเกษตร (มกษ.) เป็นกรอบในการผลิต ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินการผ่านสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) แล้วเรียบร้อย สำหรับหลักเกณฑ์ของผู้ตรวจประเมินนั้น เพิ่งได้มีการจัดทำและประกาศใช้เมื่อปีที่ผ่านมา

ในปีนี้ กรมการข้าว ได้ดำเนินการเกี่ยวกับกระบวนการและขั้นตอนต่างๆ อาทิ การขออนุมัติเอกสารที่เกี่ยวข้อง การจัดอบรมเจ้าหน้าที่เพื่อพัฒนาให้มีคุณสมบัติเป็นผู้ตรวจประเมิน และเมื่อกระบวนการทั้งหมดแล้วเสร็จ คาดว่าในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จะสามารถจัดสรรงบประมาณบางส่วนเพื่อขับเคลื่อนตามแนวทาง BCG (Bio-Circular-Green Economy) ได้ทันที โดยมีกลุ่มเกษตรกรข้าวยั่งยืนบ้านดอนหมูแห่งนี้เป็นพื้นที่ต้นแบบในการดำเนินงาน

นายขจร กล่าวว่า การเลือกลงพื้นที่สำรวจที่บ้านดอนหมู เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีความโดดเด่นในการปฏิบัติตาม มาตรฐานการผลิตข้าวยั่งยืน ภายใต้แนวคิด BCG หรือ “ข้าวรักษ์โลก” โดยที่ผ่านมาได้รับการสนับสนุนและขับเคลื่อนจากองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนา (GIZ) ส่งผลให้เกษตรกรในกลุ่มบ้านดอนหมูมีความรู้ ความเข้าใจ และความชำนาญในการปฏิบัติตามข้อกำหนดของมาตรฐานข้าวยั่งยืนอย่างครบถ้วน

“มาตรฐานข้าวยั่งยืนต้องครอบคลุม 3 มิติ ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569-2570 กรมการข้าว จะเข้ามาส่งเสริมและยกระดับระบบการตรวจรับรองให้ครบวงจร ตั้งแต่เกษตรกรผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ เกษตรกรผู้ปลูกข้าว เกษตรกรผู้รวบรวมผลผลิต โรงสีที่ทำการสีและแปรรูป ไปจนถึงการบรรจุและติดฉลากตามมาตรฐาน” นายขจรกล่าว

แม้ว่ากระบวนการตรวจรับรองมาตรฐานข้าวยั่งยืนจะมีขั้นตอนที่ซับซ้อนและละเอียดหลายขั้นตอน แต่เชื่อว่าผู้บริโภคจะเห็นคุณค่าและพร้อมสนับสนุนสินค้าที่มีคุณภาพตามมาตรฐานดังกล่าว

นายธนู ทัฬหกิจ ประธานกลุ่มข้าวยั่งยืนบ้านดอนหมู เปิดเผยว่า จากการเข้าร่วมการอบรมภายใต้ โครงการข้าวยั่งยืน ทำให้ได้รับองค์ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการต้นทุนการผลิต ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งนี้ เกษตรกรได้มีการวางแผนการผลิตอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การกำหนดว่าจะปลูกข้าวพันธุ์ใดในแต่ละปี การคำนวณต้นทุน และการจัดหาทุนทรัพย์ที่ใช้ในการเพาะปลูก เมื่อมีการวางแผนที่ชัดเจนและปฏิบัติตามแผนอย่างเป็นระบบ ก็จะสามารถนำไปสู่ผลผลิตที่มีคุณภาพและผลลัพธ์ที่ดีในที่สุด

การทำนาข้าวตามหลักการผลิตข้าวยั่งยืน ภายใต้มาตรฐานสินค้าเกษตรข้าวยั่งยืน ซึ่งมีข้อกำหนดที่เกษตรกรต้องปฏิบัติตั้งแต่ขั้นตอนการจัดการฟาร์ม จนถึงการแสดงฉลากและการกล่าวอ้าง ทั้งนี้ แนวทางการผลิตข้าวยั่งยืนมิได้สิ้นสุดเพียงที่เกษตรกรผู้ปลูกเท่านั้น แต่ยังขยายต่อเนื่องไปสู่ผู้ประกอบการโรงสีข้าว ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่จะทำให้ห่วงโซ่การผลิตข้าวยั่งยืนครบวงจร และเป็นไปตามมาตรฐานสินค้าเกษตร

ทั้งนี้ นายวิญญู วีระนันทาเวทย์ เจ้าของโรงสีข้าวกิจอุดม อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งรับซื้อผลผลิตข้าวยั่งยืนเพื่อนำมาแปรรูปเป็นสินค้าข้าวยั่งยืนต้นแบบ ได้กล่าวว่า “โรงสีข้าวกิจอุดมก่อตั้งมากว่า 30 ปี และได้รู้จักกับมาตรฐานข้าวยั่งยืนเมื่อประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมา ก่อนหน้านั้นคุณภาพข้าวหอมมะลิเริ่มถดถอย เกษตรกรจำนวนไม่น้อยสะท้อนให้ฟังว่าความหอมของข้าวลดลง สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงวิถีการทำนา ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของผลผลิต หากมีวิทยากรลงพื้นที่เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และแก้ไขปัญหาในจุดนี้ จะเป็นแนวทางที่ถูกต้องและเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง รวมถึงการใช้ปุ๋ยอย่างถูกวิธี ก็จะช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรได้ ขณะเดียวกัน มาตรฐานข้าวยั่งยืนยังมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมในการลดภาวะโลกร้อน หากสามารถเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และสร้างผลดีต่อสิ่งแวดล้อมได้ ก็ถือเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง”

นายขจร โนวัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับพี่น้องเกษตรกรในอำเภออื่นๆ หรือจังหวัดที่มีความพร้อม สามารถแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการได้ที่ ศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ในพื้นที่ของตนเอง พร้อมทั้งแจ้งมายัง กองตรวจสอบรับรองมาตรฐานข้าวและผลิตภัณฑ์ เพื่อที่ กรมการข้าว จะนำข้อมูลไปพิจารณาในการจัดสรรงบประมาณสำหรับปีต่อๆ ไป

ทั้งนี้ หากสามารถขับเคลื่อนการดำเนินงานต้นแบบที่ บ้านดอนหมู ได้สำเร็จ จะทำให้ข้าวที่ได้รับมาตรฐาน SRP หรือข้าวยั่งยืน สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างโปร่งใส และมั่นใจได้ว่ามีคุณภาพมาตรฐานตามที่ตลาดต้องการ