เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 การท่าเรือแห่งประเทศไทยและกรมการขนส่งทางบก ได้ทำพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ฉบับใหม่ โดยมีเป้าหมายสูงสุดในการบูรณาการและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการขนส่งของประเทศ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพโลจิสติกส์ ลดความแออัดในการจราจร และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก ภายใต้การขับเคลื่อนวิสัยทัศน์รัฐบาลดิจิทัล

นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการให้ความสำคัญกับความร่วมมือครั้งนี้ โดยเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของการท่าเรือแห่งประเทศไทยในฐานะประตูการค้าหลักของประเทศที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจทั้งระดับภูมิภาค ระดับสากล รวมถึงการบริหารจัดการจราจรและระบบโลจิสติกส์ในเขตท่าเรือ เพื่อให้มีความคล่องตัวปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
ความร่วมมือดังกล่าวจะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนข้อมูลสำคัญด้านการจราจร อาทิ ทะเบียนยานพาหนะ ข้อมูลใบอนุญาตผู้ประจำรถ และข้อมูลระบบบันทึกข้อมูการเดินทางของรถ (DLT GPS) จากกรมการขนส่งทางบก ตลอดจนข้อมูลการขนส่งสินค้าของการท่าเรือฯ ที่จะนำไปสู่ฐานข้อมูลที่ครบถ้วนเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ
เทคโนโลยี GPS เรียลไทม์ แก้ปัญหารถติดจากต้นทาง
นายเกรียงไกรกล่าวถึงการวางแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยไม่ได้มองว่าการแก้ไขรถติดต้องแก้ที่ท่าเรือ แต่ต้องแก้ตั้งแต่จุดเริ่มต้นก่อนเข้าท่าเรือ เป็นการบริหารจัดการที่เชื่อมโยงกับกรมการขนส่งทางบกที่มีฐานข้อมูลรถใหญ่จำนวนมาก
ระบบ GPS เรียลไทม์ที่ติดกับรถบรรทุกจะช่วยให้การท่าเรือฯ ทราบตำแหน่งของรถตั้งแต่ออกจากโรงงาน สามารถบริหารจัดการระบบ Truck Queue ล่วงหน้า และพัฒนา Dashboard เพื่อติดตามข้อมูลรถบรรทุกต่างๆ ในเขต ทำให้การบริหารจัดการมีความชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
สำหรับท่าเรือแหลมฉบังต้องรองรับรถบรรทุกโดยเฉลี่ยวันละ 15,000 คัน ในขณะที่ช่วงพีคมีจำนวนถึงกว่า 20,000 คัน ส่วนท่าเรือกรุงเทพฯ มีปริมาณรถเข้า-ออกวันละประมาณ 3,000 คัน การติดขัดมักเกิดขึ้นในช่วงเวลา 14.00-17.00 น. เนื่องจากรถส่วนใหญ่ต้องมาทำธุรกรรมกับหน่วยงานราชการต่างๆ ในเวลาราชการ ทำให้เกิดการสะสมของรถในช่วงเวลานั้น
ทั้งนี้ สมาคมและสมาพันธ์ผู้ขนส่งต่างๆ คาดหวังให้สามารถลดเวลาการรอในคิวจากหลายชั่วโมงลงเหลือระหว่าง 2-4 ชั่วโมง เพื่อให้สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บูรณาการข้อมูล 3 ด้านหลัก
นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก อธิบายว่า การท่าเรือแห่งประเทศไทยกับกรมการขนส่งทางบกมีความร่วมมือกันอยู่แล้ว ทุก 3 ปีจะต้องมีการทบทวน MOU โดยในช่วงปีที่ผ่านมา การท่าเรือฯ ประสบปัญหาเรื่องของการจราจรติดขัดในหน้าท่าเรือโดยเฉพาะที่แหลมฉบัง มีวอลุ่มหรือมีปริมาณรถสินค้าในจำนวนมาก จึงมีแนวคิดการปรับปรุงร่วมกันระหว่าง 2 หน่วยงาน โดยการบูรณาการความร่วมมือครั้งนี้จะมีการแบ่งปันข้อมูล 3 เรื่องหลัก ได้แก่ ข้อมูลทะเบียนรถ ทะเบียนยานพาหนะต่างๆ ทั้งระบบ, ข้อมูลใบอนุญาตผู้ประจำรถ ผู้ขับรถต่างๆ และข้อมูลระบบ GPS บันทึกการเดินทางของรถเพื่อทราบตำแหน่งเรียลไทม์
ขณะเดียวกัน การท่าเรือฯ จะแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการขนส่งสินค้า ข้อมูลการบรรทุกสินค้าที่อยู่ในการควบคุมกำกับ ข้อมูล จำนวนรถบรรทุก และลักษณะประเภทของสินค้าที่ผ่านท่าเรือ

ก้าวสู่รัฐบาลดิจิทัลและโลจิสติกส์ยั่งยืน
ในความร่วมมือของทั้ง 2 หน่วยงานในครั้งนี้ จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้โครงสร้างพื้นฐาน ลดความแออัดของการจราจร และลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการ นำไปสู่การพัฒนาระบบคมนาคมและโลจิสติกส์ของประเทศให้มีประสิทธิภาพและก้าวหน้ายิ่งขึ้น พร้อมยกระดับขีดความสามารถด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ของประเทศให้สามารถแข่งขันทัดเทียมกับนานาชาติ
และยังสะท้อนถึงการก้าวสู่รัฐบาลดิจิทัลที่ใช้เทคโนโลยีและการบูรณาการข้อมูลเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาและยกระดับการให้บริการประชาชน โดยการท่าเรือแห่งประเทศไทยยืนหยัดในบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจของประเทศสู่ความมั่นคงมั่งคั่งยั่งยืนต่อไป

