ภายใต้งาน Bangkok Climate Action Week เพื่อเตือนสังคมว่าระบบฟาร์มเชิงอุตสาหกรรม คือหนึ่งในตัวการหลักที่ผลักโลกเข้าสู่วิกฤตภูมิอากาศ และหากยังคงเพิกเฉยต่อการเปลี่ยนผ่านระบบอาหารที่เป็นธรรม การแก้ไขปัญหาวิกฤติโลกร้อน จะไม่มีทางบรรลุผล ขณะเดียวกัน Bangkok Climate Action Week เองก็มุ่งสร้างระบบนิเวศการลงมือทำด้านสภาพภูมิอากาศที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนเชื่อมโยงกัน และสร้างผลลัพธ์เชิงนโยบายหรือแนวทางปฏิบัติที่จับต้องได้ พร้อมยกระดับกรุงเทพฯ ให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และต้นแบบการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาค

เวที Just Food Transition สะท้อนตรงกันว่าทางออกของวิกฤตอาหารและภูมิอากาศอยู่ที่เกษตรกรรายย่อย ไม่ใช่บรรษัทใหญ่ แผ้ว ภิรมย์ ผู้จัดการแคมเปญระบบอาหาร องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทยชี้ว่า การเปลี่ยนผ่านต้องทำอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน เพื่อปลดปล่อยเกษตรกรจากวงจรหนี้และทำให้ผู้บริโภคมีข้อมูลจริงในการเลือกอาหาร โดยยกตัวอย่าง โครงการฟาร์มแชมเปี้ยน ที่ดำเนินต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 2 แล้ว ซึ่งพิสูจน์ว่าการทำฟาร์มที่เคารพสิ่งแวดล้อม สร้างรายได้อย่างเป็นธรรม และคำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์คือทางออกที่จับต้องได้ ขณะที่ ธวัชชัย พวงจันทร์ จากพลูโตฟาร์ม ย้ำว่าฟาร์มที่ให้สัตว์มีอิสระ ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ และทำงานเชื่อมโยงกับชุมชน ควรเป็นโมเดลที่รัฐสนับสนุน แทนการผลักเกษตรกรไปสู่หนี้สินเพิ่ม

เวที Bangkok Climate Action Week ครั้งนี้ ตอกย้ำการส่งสัญญาณชัดเจนว่า สังคมไม่อาจนิ่งเฉยต่อวิกฤตภูมิอากาศได้อีกต่อไป ขณะเดียวกันยังสะท้อนว่าภาคประชาสังคมและเกษตรกรรายย่อยได้ลงมือเปลี่ยนแปลงและผลักดันมาโดยตลอด ความท้าทายที่แท้จริงคือการทำให้เสียงเหล่านี้ถูกนำไปสู่การกำหนดนโยบายของภาครัฐ ผู้นำระดับโลก และเวทีการเจรจา COP เพื่อเร่งผลักดันมาตรการควบคุมบรรษัทขนาดใหญ่ที่ครอบงำระบบอาหารและสร้างผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศโลก พร้อมทั้งกระตุ้นให้ผู้บริโภค และสังคมวงกว้างเกิดการตระหนักและลงมือทำอย่างเร่งด่วน เพื่อพลิกทิศทางสู่ระบบอาหารที่ยั่งยืนและเป็นธรรมสำหรับทุกชีวิต

