BDI เดินหน้า ‘Envi Link’ แพลตฟอร์มข้อมูลสิ่งแวดล้อม ขับเคลื่อนเชียงใหม่ต้นแบบแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ยั่งยืน

22.10.25 | 17:41 น.

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ‘จังหวัดเชียงใหม่’ ถูกจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในเมืองที่มีค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 สูงติดอันดับต้นๆ ของโลกอย่างต่อเนื่อง ปัญหานี้ไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อสุขภาพของประชาชน ทว่ายังกระทบต่อเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตโดยรวมของผู้คนในพื้นที่ ขณะที่สาเหตุของมลพิษทางอากาศนั้นมีความซับซ้อน ตั้งแต่การเผาในภาคเกษตร การขยายพื้นที่เมือง ไปจนถึงสภาพภูมิประเทศที่กักเก็บมลพิษ ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) จากหลายภาคส่วนเพื่อวิเคราะห์อย่างรอบด้าน

เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาเชิงระบบอย่างยั่งยืน สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ภายใต้  กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จึงริเริ่มพัฒนาแพลตฟอร์ม ‘Envi Link’ ระบบข้อมูลสิ่งแวดล้อมแห่งชาติที่เชื่อมโยงข้อมูลจากกว่า 30 หน่วยงานทั่วประเทศ รวมมากกว่า 200 ชุดข้อมูล เพื่อใช้เทคโนโลยี Big Data วิเคราะห์และจัดการปัญหามลพิษทางอากาศอย่างรอบด้าน โดยเริ่มดำเนินการในจังหวัดเชียงใหม่เป็นพื้นที่นำร่องต้นแบบของ ‘การจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยข้อมูล’ ที่มุ่งยกระดับคุณภาพอากาศและความยั่งยืนของเมืองในระยะยาว

นายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่

​นายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เผยว่า จังหวัดเชียงใหม่เผชิญกับปัญหาไฟป่าและหมอกควันมานานกว่า 20 ปี โดยช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมของทุกปีจะเป็นช่วงวิกฤติสูงสุด ดังนั้น จึงให้ความสำคัญกับการใช้ข้อมูลเพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ ทั้งข้อมูลพื้นที่เสี่ยง การเผาเศษวัสดุทางการเกษตร รวมถึงข้อมูลดาวเทียมในการตรวจสอบการเพาะปลูก เพื่อให้สามารถวิเคราะห์และควบคุมการเผาได้อย่างแม่นยำ

Advertisement

ด้วยเหตุนี้ การนำระบบข้อมูลสิ่งแวดล้อมจากแพลตฟอร์ม Envi Link เข้ามาใช้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของจังหวัด เพราะระบบดังกล่าวช่วยให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ประเมินสถานการณ์ได้อย่างแม่นยำ และกำหนดมาตรการป้องกันหรือแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที ผ่านแดชบอร์ดที่ผู้บริหารสามารถติดตามสถานการณ์จริงในแต่ละพื้นที่ พร้อมใช้ข้อมูลเหล่านี้ประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบ (data-driven decision)

รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยคณะทำงาน บรรยายสรุปการใช้งานห้อง War Room

​นายศิวกร เผยอีกว่า จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทำให้สถานการณ์ฝุ่นในจังหวัดเชียงใหม่ปีนี้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยพบจุดความร้อน (Hotspot) เพียง 4,000 จุด ลดลงกว่า 60% จากค่าเฉลี่ยในช่วง 5 ปีก่อนหน้า ขณะเดียวกัน ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานก็ลดลงในทิศทางเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันจังหวัดเชียงใหม่ได้จัดทำแผนปฏิบัติการควบคุมมลพิษฉบับใหม่ เพื่อให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงาน พร้อมใช้ข้อมูลจากแพลตฟอร์ม Envi Link ในการวางแผนเชิงรุก เพื่อป้องกันไฟป่า หมอกควัน และลดแหล่งกำเนิดมลพิษในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ความร่วมมือระหว่างจังหวัดเชียงใหม่กับ BDI ในการพัฒนาแพลตฟอร์ม Envi Link จึงถือเป็นก้าวสำคัญของการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมเชิงรุก ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจริงและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพราะไม่เพียงประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นควันเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานของเมืองอากาศสะอาด ที่เปิดโอกาสให้ภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา ไปจนถึงภาคประชาชน ได้เข้ามามีส่วนร่วมใช้ข้อมูลเดียวกันในการติดตามสถานการณ์และวางแผนร่วมกัน

“สิ่งสำคัญที่สุดของการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม คือ ข้อมูล เพราะข้อมูลจะช่วยให้เรามองเห็นปัญหาจริง คาดการณ์สถานการณ์ได้ล่วงหน้า และสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจร่วมกัน การที่ BDI เลือกเชียงใหม่เป็นพื้นที่ต้นแบบถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะพัฒนาเครื่องมือจัดการมลพิษที่แม่นยำและยั่งยืน เชื่อว่าหากทุกฝ่ายใช้ข้อมูลร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เชียงใหม่จะสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี และอากาศบริสุทธิ์ให้กับประชาชน” ​นายศิวกร เผย

ศ.ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการ BDI

ด้าน ​ศ.ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการ BDI กล่าวว่า BDI มุ่งใช้พลังของ Big Data และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-สังคมในทุกมิติ โดยเฉพาะการจัดการสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นรากฐานของคุณภาพชีวิตและความยั่งยืนของประเทศ ดังนั้น การพัฒนาแพลตฟอร์ม Envi Link ที่เชื่อมโยงข้อมูลจากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นค่าฝุ่น จุดความร้อน พื้นที่เผาไหม้ การขอใช้ไฟในระบบ Fire-D ข้อมูลผู้ป่วยจากมลพิษทางอากาศ ตลอดจนข้อมูลจากเซนเซอร์ตรวจวัดคุณภาพอากาศของหลายหน่วยงาน ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างระบบข้อมูลสิ่งแวดล้อมแห่งชาติที่มีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ แพลตฟอร์ม Envi Link ยังพัฒนาแดชบอร์ดข้อมูลกว่า 15 รูปแบบ เพื่อใช้ติดตามผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมในหลายมิติ เช่น แดชบอร์ดตัวชี้วัดปัญหาฝุ่นรายจังหวัด แดชบอร์ดเปรียบเทียบพื้นที่เผาไหม้กับพื้นที่ที่ขออนุญาตใช้ไฟ รวมถึงแดชบอร์ดคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์จากหลายแหล่ง เช่น RGUARD, DustBoy, Air4Thai, DPM Alert และ Check Dust ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เข้าใจง่าย และนำไปใช้ได้จริงในระดับพื้นที่

“เรามองว่าการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมยุคใหม่ ต้องไม่ใช่แค่การรู้ค่าฝุ่น แต่ต้องรู้ว่าจะลดมันได้อย่างไร และต้องช่วยใครในเวลาใด นั่นคือหัวใจของ data-driven การที่ Envi Link รวมข้อมูลจากหลากหลายหน่วยงานเข้าด้วยกัน ทำให้ทุกฝ่ายมองเห็นภาพเดียวกัน และสามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ เชื่อว่าหากทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจะกลายเป็นพลังสำคัญในการสร้างเมืองอัจฉริยะที่ยั่งยืนได้จริง” ศ.ดร.ธีรณี กล่าว

ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 (War Room) สำหรับมอนิเตอร์ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติแบบบูรณาการ

ผู้อำนวยการ BDI เผยอีกว่า ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และความร่วมมือจากพันธมิตรหลัก ได้แก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน), สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ทำให้ BDI มุ่งขับเคลื่อนการผสานงานกับนักวิจัยในพื้นที่ เพื่อขยายการใช้งานแพลตฟอร์ม Envi Link ไปยัง 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน รวมถึงพัฒนาระบบบัญชีข้อมูลสิ่งแวดล้อมให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ทั้งยังสามารถใช้วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อวางแผนการจัดการสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ BDI ยังตั้งเป้าสร้างระบบข้อมูลสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงกันในระดับภูมิภาค เพื่อสนับสนุนการวางแผนเชิงพื้นที่ การจัดการไฟป่า และการลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 อย่างยั่งยืน พร้อมต่อยอดการใช้ข้อมูลจาก Envi Link สนับสนุนนโยบายด้านอื่น เช่น การวิเคราะห์พื้นที่เผาไหม้จากภาพถ่ายดาวเทียม การแนะนำพื้นที่เหมาะสมในการปรับเปลี่ยนพืชเศรษฐกิจเพื่อลดการเผา รวมถึงพัฒนาระบบ War Room สำหรับมอนิเตอร์ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และภัยพิบัติแบบบูรณาการ ควบคู่กับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลให้ครอบคลุมทุกหน่วยงานและพร้อมขยายการเชื่อมโยงในมิติอื่นต่อไป

ดร.ศรัณธร ภู่สิงห์ ผู้จัดการโครงการ Envi Link

ขณะที่ ดร.ศรัณธร ภู่สิงห์ ผู้จัดการโครงการ Envi Link เสริมว่า เพื่อให้สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงการ Envi Link ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้พัฒนาเป็นแพลตฟอร์มข้อมูลกลางระดับประเทศ เพื่อบูรณาการข้อมูลด้านฝุ่น PM2.5 ให้เกิดการเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์ได้จริง

ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา โครงการได้มุ่งเน้นการพัฒนาระบบบัญชีข้อมูลที่รวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจากสถานีตรวจวัดฝุ่น อุตุนิยมวิทยา หรือข้อมูลเชิงพื้นที่ของหน่วยงานภาครัฐ-ท้องถิ่น โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล เพิ่มศักยภาพในการนำข้อมูลมาใช้วิเคราะห์หาต้นตอของปัญหาฝุ่นในแต่ละพื้นที่ ทั้งยังขยายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมด้วยภาควิชาการอื่นๆ เพื่อยกระดับระบบให้ครอบคลุมพื้นที่ และข้อมูลได้มากยิ่งขึ้น

เวที ‘พลังข้อมูลและนวัตกรรมปี 2568 เพื่ออากาศสะอาด’

ในอนาคต โครงการ Envi Link มีแผนขยายขอบเขตการทำงานร่วมกับภาคประชาชน ภาคประชาสังคม รวมถึงภาคเอกชน โดยใช้ฐานข้อมูลเดียวกันในการสนับสนุนการตัดสินใจและการวางแผนเชิงพื้นที่ เช่น การปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ที่ดิน การควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตร การติดตามสถานการณ์ฝุ่นแบบเรียลไทม์ ทั้งหมดนี้เพื่อให้การบริหารจัดการมลพิษทางอากาศเกิดความร่วมมือในทุกระดับ รวมถึงมีความยั่งยืนในระยะยาว

“ทางภาครัฐไม่ได้อยู่นิ่งเฉยกับปัญหาฝุ่น PM2.5 แต่มุ่งสร้างระบบข้อมูลกลางที่นักวิจัยสามารถใช้ร่วมกันได้ เพื่อให้ทุกภาคส่วนเห็นภาพรวมเดียวกันของปัญหา และสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์หาทางออกได้จริง ซึ่งจุดแข็งของ Envi Link คือ การเชื่อมโยงความรู้ทางวิชาการกับนโยบาย และการบริหารจัดการในระดับพื้นที่ ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนการแก้ปัญหาฝุ่นอย่างเป็นระบบและยั่งยืน” ดร.ศรัณธร ทิ้งท้าย