รูปสลักเจ้าแม่มาจู่บนเกาะเหมยโจว เมืองผู่เถียน มณฑลฝูเจี้ยน (ภาพ หลิน ชุนเซิ่ง)
ด้วยผู้ศรัทธากว่า 300 ล้านคนทั่วโลก อิทธิพลของ ‘เจ้าแม่มาจู่’ หรือ ‘เจ้าแม่ทับทิม’ แผ่ขยายไปตามเส้นทางอพยพของชาวจีนทั่วโลก คำถามคือ เหตุใดเทพีแห่งท้องทะเลผู้มีประวัติยาวนานกว่าพันปีองค์นี้จึงยังคงรักษาตำนานและความศรัทธาไว้ได้อย่างมั่นคง
ศาสตราจารย์เหมิง ม่าน จากคณะประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยกลุ่มชาติพันธุ์แห่งชาติจีน (Minzu University of China) อธิบายว่า มาจู่ ยังคงความเป็นเยาว์วัยอยู่เสมอ ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของเธอดูมีชีวิตชีวา และเข้าถึงผู้คนได้ง่าย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่

ทุกปีจะมีผู้ศรัทธาจำนวนมากจากในและต่างประเทศ
เดินทางมาที่เหมยโจวเพื่อสักการะเจ้าแม่มาจู่ (พีเพิลส์ เดลี่ ออนไลน์)
มาจู่ซึ่งเกิดในปี ค.ศ. 960 มีความรู้ทางดาราศาสตร์ เชี่ยวชาญการว่ายน้ำและศาสตร์การแพทย์ เธอมักพยากรณ์สภาพทะเลให้ชาวประมงและช่วยชีวิตพวกเขาจากภัยพิบัติทางทะเล ก่อนจากไปในวัยเพียง 28 ปี ระหว่างช่วยชาวประมงจากเรืออับปาง
พลังชีวิตที่ไม่เสื่อมคลายของมาจู่สะท้อนผ่านความนิยมในหมู่คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ที่มองว่าเจ้าแม่มาจู่มีภาพลักษณ์โดดเด่น แตกต่างจากเทพเจ้าดั้งเดิม ทำให้ดูมีมิติและเข้าถึงง่ายมากขึ้น
ขณะเดียวกัน เจ้าแม่มาจู่ยังทำหน้าที่เป็นสายใยทางจิตวิญญาณเชื่อมผู้คนสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน และมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการบูรณาการข้ามช่องแคบ

ในฟอรั่มวัฒนธรรมมาจู่โลก ครั้งที่ 10 ดาวเทียมตรวจจับลมและคลื่นในมหาสมุทร
ดวงแรกของจีนได้รับการตั้งชื่อว่า “มาจู่” (พีเพิลส์ เดลี่ ออนไลน์)
ในยุคใหม่ ชื่อของมาจู่ยังถูกนำไปเชื่อมโยงกับความร่วมมือด้านการค้าระหว่างประเทศ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอุตุนิยมวิทยา รวมถึงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและการเรียนรู้ร่วมกัน
ฟอรั่มวัฒนธรรมมาจู่โลก ครั้งที่ 10 จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อหารือประเด็นต่างๆ เช่น การคุ้มครองและการใช้ประโยชน์จากมรดกทางวัฒนธรรม รวมถึงการสืบทอดและนวัตกรรมทางดิจิทัล
วัฒนธรรมมาจู่ซึ่งสืบทอดมายาวนานนับพันปี เปรียบเสมือนเรือที่แล่นข้ามกาลเวลา ยังคงเชื่อมผู้คนและทลายพรมแดนด้วยความรักและความปรารถนาดีอันยิ่งใหญ่
ที่มา People’s Daily Online

