หากแผนการมุ่งสู่ RE-HABCO (NC) ใครได้… ใครเสีย…???

2.05.17 | 11:05 น.

สำหรับหุ้นกลุ่มฟื้นฟูการดำเนินงาน หรือเดิมที่คนในแวดวงตลาดหุ้นรุ่นเก๋า จะคุ้นชินกับชื่อ”กลุ่มฟื้นฟูกิจการ” หรือกลุ่มรีแฮปโก้ (Re-habco) ซึ่งหุ้นกลุ่มนี้ ถูกจัดรวมกลุ่มขึ้นหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี2540 เนื่องจากเป็นกลุ่มบริษัทจดทะเบียนที่มีฐานะทางการเงิน อยู่ในข่ายถูกเพิกถอนจากตลาดหุ้น และถูกขึ้นเครื่องหมาย “เอสพี” พักการซื้อขาย ต้องย้ายเข้ากลุ่มรีแฮปโก้ เพื่อรอการฟื้นฟูกิจการ

ซึ่งปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้เปลี่ยนชื่อหุ้นกลุ่มนี้มาเป็นNon-Compliance หรือหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน

ดังนั้นกิจการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์รายใด หากผลประกอบการย่ำแย่ ขาดทุนต่อเนื่อง หรือบางบริษัทเกิดปัญหาฐานะทางการเงิน จนหุ้นถูกพักการซื้อขายคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่หลักทรัพย์ของบริษัทนั้นๆ จะถูกโยกเข้าไปอยู่ในกลุ่มรีแฮบโก้

ฉะนั้น หากมาย้อนดูตัวอย่างหุ้นของ บริษัท  อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IFEC ซึ่งถูกขึ้นเครื่องหมาย SP อยู่ในขณะนี้ มีกระแสออกมาจากปากกรรมการบางท่านว่า จะปล่อยให้ไอเฟค เข้าสู่กลุ่มรีแฮบโก้ เพราะปัญหาบริษัทไม่สามารถปิดงบการเงินงวดปี 2559 ได้ตามกำหนดการ และปมปัญหาความไม่สามารถจ่ายหนี้ หรือโรลโอเวอร์หนี้ตั๋วบีอีได้ตามเป้า

ดังนั้นหากดูฐานะของ ไอเฟค ให้ถ่องแท้ พบว่า ไอเฟค มีสินทรัพย์มากกว่าหนี้สิน จนหลักทรัพย์ของไอเฟคอาจจะเข้าข่ายถูกจับยัดใส่กลุ่มรีแฮบโก้ เพราะธุรกิจย่ำแย่ ธุรกิจขาดทุนต่อเนื่องจนเข้าเกณฑ์รีแฮบโก้ด้วยปัญหนี้จริงหรือ หรือการจะถูกจับโยกไปอยู่ในกลุ่มดังกล่าว เพราะน้ำมือของใครที่ทำให้หุ้นของบริษัทต้องถูกเข้าเกณฑ์ดังกล่าวซึ่งต้องลองมาพิจารณาดูกันแบบตรงไปตรงมา

Advertisement

ประเด็นแรก ถ้าหากติดตามกระแสข่าวไอเฟคมาอย่างต่อเนื่อง จะพบว่า ธุรกิจของไอเฟค หากพูดถึงตัวผลการดำเนินงาน ต้องยอมรับว่า ยังมีกำไรมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2557 มีกำไร 72.20 ล้านบาท ปี 2558 มีกำไร 332.20 ล้านบาท หรือแม้แต่งวดไตรมาส 3 ปี 2559 มีกำไร 178.69 ล้านบาท ดังนั้นประเด็นนี้ถือว่าตัดตกไป

ส่วนประเด็นต่อมาเจ้าหนี้ไม่ยอมต่อตั๋วบีอี หรือโรลโอเวอร์ (rollover) ให้ไอเฟค จริงๆ แล้วถ้าติดตามกระแสข่าวที่ออกมาจากกรรมการบริษัท พบว่า เกิดจากการให้ข้อมูลของกรรมการบางท่าน ที่ย้ำนักหนาว่าตั๋วบีอีของบริษัทไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และบริษัทไม่มีสภาพคล่อง แต่ถ้าหากประเมิน หรือพิจารณาจากสินทรัพย์ของไอเฟคแล้ว คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สินทรัพย์ของไอเฟค มีมากกว่าภาระหนี้สินของบริษัทที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ดังนั้นคำถามที่เกิดขึ้น ก็คือ ไอเฟค ควรถูกโยกเข้าไปอยู่ในกลุ่มรีแฮบโก้ หรือไม่ หลายท่านน่าจะวิเคราะห์ออกและมองเห็นว่า ไอเฟค ไม่ควรเข้าไปอยู่ในกลุ่มรีแฮบโก้เลย

แต่สาเหตุที่มีการจั่วหัวออกมาจนเป็นข่าวว่า ไอเฟค อาจต้องถูกปล่อยให้เข้ากลุ่มรีแฮบโก้ ซึ่งการสื่อออกมาเช่นนี้ ย่อมสะท้อนให้เห็นภาพความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนของใครบางคน หรือมีพฤติกรรมแอบแฝง

เพราะโดยหลักการแล้ว หาก ไอเฟค ถูกดันเข้ากลุ่มรีแฮบโก้เกิดขึ้นจริง บุคคลที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และเป็นเจ้าหนี้ของไอเฟค ก็จะเป็นกลุ่มบุคคลผู้ซึ่งจะมีอำนาจในการบริหารแผนในไอเฟคทันที ดังนั้นคงหนีไม่พ้นที่ผู้บริหารแผนย่อมมีบทบาทในการเข้ามามีอำนาจในการกำหนดทิศทางในการขาย หรือไม่ขายสินทรัพย์ของไอเฟคได้อย่างชอบธรรม โดยไม่มีใครสามารถเข้าสกัดกั้นได้ แม้แต่ผู้ถือหุ้นรายย่อย

ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้บริหารแผน ยังอาจมีบทบาทปรับเปลี่ยนธุรกิจภายในบริษัทได้ โดยเดิมถ้าไอฟค ทำธุรกิจพลังงานทดแทน อาจจะปรับเปลี่ยนเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ตามผู้บริหารแผนต้องการได้ เพราะถ้าหากเปรียบเทียบระหว่างธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กับธุรกิจพลังงานทดแทน จะพบว่า ในช่วงจังหวะนี้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ไม่น่าสนใจเท่ากับธุรกิจพลังงานทดแทน ที่แนวโน้มในอนาคตยังเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ และยังสามรถต่อยอดธุรกิจออกไปได้อีกหลายแขนง

แต่ความต้องการของผู้บริหารแผน ต้องการเล่นเกมหุ้นกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งนั่นก็หมายถึงการสร้างผลประโยชน์เข้ากระเป๋ากลุ่มบุคคลเหล่านั้นแบบเต็มๆ อีกเช่นกัน เรียกว่าเกมนี้ มีคนได้อยู่กลุ่มเดียว โดยกอบโกยผลประโยชน์ก้อนมหาศาลออกไป แต่เราผู้ถือหุ้นรายย่อยกลับต้องแบกภาระความเสียหายก้อนโต

ขณะที่ พวกเรารายย่อย คือคนที่ต้องก้มหน้าก้มตาในการแก้ไขปัญหาไอเฟค พร้อมไม่ลุกหนีออกจากบ้านไป หรือไม่คิดเผาบ้านตัวเอง ก็ได้ยืนปกป้องและถูกชกอยู่ตลอดเวลา ได้แต่ตั้งการ์ดยืนปกป้องไอเฟค เพื่อไม่ให้ไอเฟคถูกตัดออกเป็นชิ้นๆ เพื่อแบ่งสรรปันส่วนโดยกลุ่มบุคคลไม่หวังดี ดังนั้นก็ต้องผนึกกำลังกันให้ดีเพื่อปกป้องกันเอง เพื่อไม่ให้พวกเรารายย่อย ต้องได้รับความเสียหายครั้งยิ่งใหญ่อีกต่อไป