The northern Connect ลงทุนโครงสร้างคมนาคมขนส่งภาคเหนือ เตรียมรับอนาคต

3.05.17 | 12:36 น.

 

เมื่อเร็วๆ นี้ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้นำทีมหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม ไปพบปะพูดคุยกับพ่อค้า ประชาชน นักธุรกิจ นักลงทุนในพื้นที่ภาคเหนือ ถึงแผนการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งในพื้นที่ภาคเหนือ โอกาสและประโยชน์ที่คนในพื้นที่และนักลงทุนจะได้รับจากการลงทุนครั้งนี้ ในหัวข้อ The northern Connect : ภาคเหนือเตรียมรับอนาคต” ที่โรงแรม เลอ เมอริเดียน เชียงราย รีสอร์ท งานนี้ได้รับความสนใจมีผู้เข้าร่วมรับฟังและแสดงความคิดเห็นกันอย่างหนาแน่น

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ ได้พูดถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ ของกระทรวงคมนาคมทั่วประเทศ ซึ่งถูกบรรจุไว้ในแผนปฏิบัติการระยะเร่งด่วน หรือ Action plan ในช่วงปี 2559 – 2560 จำนวน 56 โครงการ วงเงินลงทุนกว่า 2.2 ล้านล้านบาท และได้เริ่มเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรมไปแล้วเกือบทุกโครงการ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อกระจายความเจริญและการพัฒนาให้มีความทั่วถึง และเชื่อมโยงการเดินทางจากแหล่งที่อยู่อาศัยเข้าสู่แหล่งงาน แหล่งวัตถุดิบเข้าสู่แหล่งอุตสาหกรรม แหล่งท่องเที่ยว สถานศึกษา และแหล่งกิจกรรมต่างๆ ภายในประเทศ และเชื่อมต่อการเดินทางและการขนส่งกับประเทศเพื่อนบ้าน

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งในภาคเหนือ

สำหรับในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพในการเป็นด่านแรกที่ช่วยเปิดประตูแห่งโอกาสทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยวให้กับประเทศ เนื่องจากมีโครงข่ายที่สามารถเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งด้าน ลาวเชื่อมต่อไปยังเมืองคุนหมิง (มณฑลยูนนาน) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทาง One Belt, One Road ที่เป็นเส้นทางเชื่อมต่อไปยังโลกตะวันตก และสามารถเชื่อมต่อไปยังเมียนมาไปถึงอินเดีย ด้วยเส้นทาง India–Myanmar–Thailand Trilateral Highway ด้วย ซึ่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทยให้เชื่อมโยงกับประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง รวมถึงประเทศจีน และอินเดีย จะช่วยส่งเสริมให้เศรษฐกิจของไทยมีความก้าวหน้า และโอกาสทางการแข่งขันในเวทีเศรษฐกิจโลกสูงขึ้น ประชาชนในประเทศจะมีรายได้เพิ่มขึ้น

Advertisement

รัฐบาล โดยกระทรวงคมนาคม ได้กำหนดแนวทางการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งทางภาคเหนือ ให้สอดรับกับศักยภาพและโอกาสของพื้นที่ ภายใต้กรอบ “ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของไทย ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579)” และ“ยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของไทย พ.ศ. 2558 – 2565” รวมถึงแผนปฏิบัติการด้านคมนาคมขนส่งระยะเร่งด่วน พ.ศ. 2559 2560 ซึ่งมีโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับพื้นที่ทางเหนือของประเทศ ทั้งโครงข่ายคมนาคมทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ ที่ต้องเร่งดำเนินการให้ปรากฎเป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการ ปรับปรุง และเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้เป็นแนวทางและกระตุ้นการพัฒนาในด้านเศรษฐกิจและสังคมของภาคเหนือ

ทางบก…เป็นการพัฒนาโครงข่ายทางถนน เพื่อเชื่อมโยงฐานการผลิต และกระจายสินค้าภายในประเทศ และส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการพัฒนาศูนย์ขนส่งสินค้า และจุดเชื่อมต่อการค้าชายแดน ประกอบด้วย โครงการศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งสินค้าเชียงของ เพื่อให้เป็นจุดบริการครบวงจรทั้งด่านศุลกากร ตม. ขณะนี้อยู่ระหว่างการประกวดราคา คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 2 ปี โครงการสถานีขนส่งสินค้าภูมิภาค เพื่อเป็นศูนย์รวบรวมสินค้าจากแหล่งผลิตต่างๆ ในการขนส่งระหว่างภูมิภาค โดยในภาคเหนือจะดำเนินการใน 2 จังหวัดชายแดน ได้แก่ เชียงราย ตาก และ 3 จังหวัดหลัก ได้แก่ เชียงใหม่ นครสวรรค์ และพิษณุโลก โครงการพัฒนาจุดพักรถบรรทุกตามเส้นทางหลัก ที่จังหวัดกำแพงเพชร บนทางหลวงหมายเลข 1 (ขาเข้า)

ด้านโครงข่ายทางถนน ได้ดำเนินการก่อสร้างทางเลี่ยงเมืองแม่สอด และสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา ข้ามแม่น้ำเมย แห่งที่ 2 เพื่อเชื่อมโยงอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก กับจังหวัดเมียวดี ประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor) ส่วนของสะพานคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงเดือนกันยายน 2560 และพร้อมเปิดให้บริการทั้งระบบ ในเดือนเมษายน 2562 โครงการไฮเวย์แม่สอด – ตาก เพื่อรองรับเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดและการค้าชายแดนเชื่อมเขตเศรษฐกิจพิเศษเมียวดี และโครงการไฮเวย์เชียงใหม่ – เชียงราย จะช่วยลดระยะทางการเดินทางระหว่างเชียงใหม่ – เชียงราย ให้เหลือเพียง 185 กม. ในขณะที่กรมทางหลวงชนบท กำลังก่อสร้างถนนสายแยกจากทางหลวงหมายเลข 1098 – ทางหลวงหมายเลข 1 และก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำกกอีก 2 แห่ง ซึ่งจะแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2561 นี้

ทางราง…เป็นการพัฒนาระบบรถไฟระหว่างเมืองให้มีประสิทธิภาพ และพัฒนาระบบรถไฟให้รองรับการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ประกอบด้วยรถไฟทางคู่ 3 โครงการ ได้แก่ โครงการรถไฟทางคู่ ช่วงปากน้ำโพ – เด่นชัย มีจุดเริ่มต้นที่สถานีรถไฟปากน้าโพ ผ่านจังหวัดนครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก อุตรดิตถ์ และแพร่ สิ้นสุดโครงการที่สถานีรถไฟเด่นชัย โครงการรถไฟทางคู่ ช่วงเด่นชัย – เชียงใหม่ แนวเส้นทางผ่านพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ แพร่ ลาปาง ลำพูน และเชียงใหม่ โครงการรถไฟทางคู่ ช่วงเด่นชัย – เชียงราย – เชียงของ มีจุดเริ่มต้นที่สถานีเด่นชัย ผ่านจังหวัดแพร่ ลำปาง พะเยา สิ้นสุดที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย โดยมีสถานีสุดท้ายเชื่อมต่อกับศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำโขง แห่งที่ 4 ทั้ง 3 โครงการอยู่ระหว่างเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีในช่วงเดือนมิถุนายน 2560 นี้ นอกจากนี้ ยังมีโครงการรถไฟความเร็วสูง สายกรุงเทพฯ – พิษณุโลก – เชียงใหม่ (ช่วงกรุงเทพฯ – พิษณุโลก) อยู่ระหว่างการออกแบบรายละเอียดโครงการ โดยมีแนวเส้นทางจากกรุงเทพฯ ผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลพบุรี นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย ลาปาง ลาพูน และเชียงใหม่

ทางน้ำ…โดยการพัฒนาท่าเรือเชียงแสนและท่าเรือเชียงของที่มีอยู่เดิมให้สามารถสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศได้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณสินค้าผ่านท่าเรือเชียงแสน 2.1 แสนตัน/ปี ตู้สินค้าผ่านท่า 7,700 TEUs/ปี คิดเป็นมูลค่า 22,100 ล้านบาท และมีปริมาณสินค้าผ่านท่าเรือเชียงของ 8.5 หมื่นตัน/ปี คิดเป็นมูลค่า 20,600 ล้านบาท โดยจะพัฒนาสำหรับรองรับการขนส่งตู้สินค้าแช่แข็ง รวมถึงการจัดตั้งศูนย์ประสานงานเพื่อบริการข้อมูลข่าวสาร สำหรับลูกเรือ 4 ชาติแม่น้ำโขงตอนบน (ไทย – ลาว – เมียนมา – จีน)

ทางอากาศ…เป็นการพัฒนาท่าอากาศยานในภูมิภาค ให้พร้อมรองรับปริมาณผู้โดยสารได้มากขึ้น พร้อมพัฒนาท่าอากาศยานแห่งใหม่ เพื่อลดความแออัดและเพิ่มความคล่องตัวในการขนส่งสินค้า ได้แก่ การปรับปรุงท่าอากาศยานแม่สอด เพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารในอนาคต จากปัจจุบัน 8 หมื่นคน/ปี เป็น 3.6 ล้านคน/ปี การขยายท่าอากาศยานเชียงใหม่ โดย แผนระยะสั้นและระยะกลาง (ปี 2559 – 2568) มีเป้าหมายการรองรับปริมาณการจราจรทางอากาศ ในปี 2573 เพื่อรองรับผู้โดยสารที่จะเพิ่มขึ้นราว 18 ล้านคน และแผนระยะยาว (ปี 2569 – 2573) มีเป้าหมายรองรับปริมาณจราจรทางอากาศในปี 2578 คาดว่าผู้โดยสารจะเพิ่มสูงถึง 20 ล้านคน/ปี

การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งในภาคเหนือของรัฐบาลครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการของประตูการขนส่งที่มีศักยภาพ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ส่งเสริมให้เกิดความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับประชาชน ซึ่งจะนำพาประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน