TCEBรุก2เทรนด์โลกดันไมซ์ไทยปี69รุ่ง-ชูOne Ministryลุยคอนเว็นชั่น

4.02.26 | 14:48 น.

TCEB”ใส่เกียร์เร่งไมซ์ปี’69ขานรับ 2 เทรนด์โลก “เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์-การผลิตขั้นสูง” ชูอุตสาหกรรมอาหาร สุขภาพ เฮลท์เวลเนส และกระแสใหม่การทำให้อายุยืน Longivity ดันตลาดโต ดึงงานไมซ์ไหลเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้หมุนเวียนมาไทย “ม.ค.-ก.ย.”นี้ ลุยบู๊สตลาด “คอนเวนชั่น”ด้วยแคมเปญ “One Ministry One Convention ”

ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) “TCEB” เปิดเผยว่า ปี 2569 ทีเส็บเร่งขยายฐานตลาดไมซ์เป็นเครื่องมือหรือกลไกเจรจาธุรกิจทำให้เกิดการค้าการลงทุนในอุตสาหกรรมให้เป็นไปตามเป้าหมายเกิน 200,000 ล้านบาท ครอบคลุม “M-I-C-E” ทั้งด้านการจัดประชุมสัมมนา (Meeting) การเดินทางเพื่อเป็นรางวัล (Incentive) การจัดแสดงสินค้า (Exhibition) การจัดประชุมนานาชาติ (Convention) พร้อมกับเพิ่มใหม่อีก 2 ส่วน คือ Event : จัดกิจกรรมงานขนาดใหญ่ และ Festival : จัดงานเทศกาลระดับประเทศและนานาชาติ ปัจจุบันทุกประเทศทั่วโลกใช้งานไมซ์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะมีนักธุรกิจ นักลงทุน หรือกลุ่มนักวิชาการมารวมตัวกันก็จะเกิดการสร้างเครือข่ายและนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้น

ทีเส็บเร่งยกระดับ MICE เป็น Bleisure” ผสมผสานการเดินทางเชิงธุรกิจ (Business) กับการพักผ่อน (Leisure) ของคนทั่วโลกเข้าด้วยกัน สร้างกลไกขับเคลื่อนท่องเที่ยวก่อนและหลังจัดงาน ปี 2569 จะขยายตลาดขานรับไมซ์ที่กำลังเติบโตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาแรง 2 เทรนด์ใหม่

เทรนด์แรก  “เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ :Creative Economy” ทีเส็บจะผลักดัน “ประเทศไทย” เป็นจุดหมายปลายทางไมซ์ด้วยศักยภาพของไทยมีขีดความสามารถรองรับอุตสาหกรรมเชิงนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้เป็นอย่างดี พร้อมเป็นแกน “ทำประโยชน์ได้หลายรูปแบบ” โดย “สร้างมูลค่าเพิ่ม” มากขึ้น เป็นแรงส่งสินค้าและบริการทำรยได้มากกว่าการเข้าร่วมงานไมซ์เพียงอย่างเดียว

Advertisement

ควบคู่กับการเดินทางงานไมซ์ในไทยจะต้องสร้าง “ประสบการณ์ร่วม” อย่างอุตสาหกรรมอาหาร ต้องเน้น “อาหารแห่งอนาคต/Future Food” ไทยเตรียมจัด THAIFEX – ANUGA ASIA ช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ มีอาหารแห่งอนาคตเป็นสินค้าเด่นเติบโตเพิ่มมากขึ้น

เทรนด์ที่ 2 “การผลิตขั้นสูง : Advance Manufacturing” โลกและประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังก้าวสู่การใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีสมัยใหม่ ระบบอัจฉริยะ  AI, IoT, หุ่นยนต์, 3D Printing, บิ๊กดาต้า สามารถทำงานได้ 24 ชั่วโมง แล้วเมืองไทยก็มีโรงงานผลิตโปรดักซ์หลากหลายรองรับการผลิตได้จำนวนมาก ตัวอย่างคือ ด้านการแพทย์ เวลเนส สินค้าช่วยอายุยืน (Longivity)

สถานการณ์ปัจจุบันทั้งไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ล้วนเป็นประเทศพัฒนา “อุตสาหกรรมเป้าหมาย” ที่โดดเด่นคือ อุตสาหกรรมการเกษตร การแพทย์ เฮลท์แคร์ เสริมด้วยเรื่องอาหาร โรงงาน เป็นประเทศผลิตอุตสาหกรรมที่มีความหลากหลายจึงต้องการนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาสร้างความมั่งคั่งด้วย

“ไมซ์” เป็นเสาเศรษฐกิจสำคัญในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีการจัดงานประชุมคุณหมอและแพทย์ศาสตร์ในไทยปีละกว่า 200 งาน ปี 2569 ไทยได้รับเลือกเป็นสถานที่จัดงาน 1.Global Wellness Summit 2026 และงาน 2.งาน Global Health Care โดยมีกระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานเจ้าภาพ เป็นกลุ่มที่เติบโตครอบคลุมทั้ง สุขภาพ/Health +ดูแลสุขภาพองค์รวม/Wellness +การมีอายุยืน/Longivity แล้วก็มีผู้จัดงานทำเป็นคอนเฟอร์เรนซ์และนำเสนอสินค้าโดยใช้ศาสตร์ “food Medicine :การกินอาหารและยา”อย่าง ไวต้าวิตามิน และอื่น ๆ

ขณะนี้ “ซีรีย์อุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร” ในโลกยุคปัจจุบันได้แตกผลิตภัณฑ์ซับเซ็ตย่อยเป็นสินค้าต่าง ๆ อีกมากมาย รวมทั้งเมดิคัล ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็มีงานอีเวนต์รายการเด่น ๆ ดึงคนหลั่งไหลเข้ามาจำนวนมาก เช่น SYNTECH, E-SPORT และ Gamscom ซึ่งเป็นเกมโชว์รายการใหญ่สุดในโลกและการแสดงสินค้า ต้นแบบจัดที่เมืองโคโลญจน์ เยอรมัน ตอนนี้โคลนนิ่งมาจัดในภูมิภาคเอเชีย หรืองาน Beaty and Cosmatic หันมาจัดแถบเอเชียเพราะเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบสมุนไพรหลากหลายสายพันธุ์

สำหรับ “เศรษฐกิจอายุวัฒน์ หรือ Longevity Economy” ตอนนี้ทีเส็บได้เปิดโปรไฟลต์ใหม่ให้ต่างชาติเข้ามา “ประเทศไทย” เป็นฐานเพราะทุกอุตสาหกรรม “การออกแบบหรือดีไซน์” ทางด้านสถาปัตยกรรม เฟอร์นิเจอร์ไฟล์สไตล์ จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มได้สอดคล้องตามเป้าหมาย

ดร.ศุภวรรณ กล่าวว่า การขับเคลื่อนไมซ์ช่วง 9 เดือนนี้ ระหว่างมกราคม-กันยายน 2569 ทีเร่งบู๊ส ตลาดดึงงาน “ประชุมขนาดใหญ่ : Convention” เข้ามาเพิ่มให้ได้มากที่สุด ต่อยอดจากปี 2568 ไทยอยู่อันดับ 25 ของโลก ตั้งเป้าขยับขึ้นอันดับต้น ๆ ของโลก แล้วคอนเว็นชั่นของไทยยังครองอันดับ 1 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่สถานการณ์ปัจจุบันกลุ่มการประชุมที่มีคนจำนวนมาก “หดตัวลง” รวมทั้งการพำนักอยู่ก็ลดลงด้วย

“คอนเว็นชั่น” กำลังเปลี่ยนแปลงชัดเจนทั้ง “จำนวนงานและขนาดของงาน” เพราะองค์กรต่าง ๆ หันมาเลือกจัดประชุมแบบไฮบริดจ์ ออนไลน์ผสมออนกราวนด์ แตกต่างจากเดิม ที่จัดประชุมตลอดปีเหลือแค่ “การประชุมประจำปี :Annaul Meeting” เพียงอย่างเดียว

“เครื่องมือ” ที่จะนำมาบู๊สตลาดคอนเว็นชั่นให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย ทีเส็บจะทำ 2 ส่วน

ส่วนที่ 1 ทีเส็บได้ออกแคมเปญ One Ministry One Convention :หนึ่งองค์กรหนึ่งการประชุมขนาดใหญ่” กระตุ้นให้แต่ละกระทรวง ร่วมมือกผลักดันให้ไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุม เพราะ กระทรวง ทบวง กรม ของไทย ได้เข้าไปร่วมประชุมในต่างประเทศค่อนข้างมาก ทางทีเส็บได้ไปเยี่ยมเยือนตามกระทรวงต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นให้สนับสนุนการดึงงานมาจัดในไทย

“กระทรวงสาธารณสุข” มีความตื่นตัวค่อนข้างมาก เพราะกลุ่มคุณหมอ แพทย์ มีงานประชุมค่อนข้างถี่และจำนวนมาก

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร” ก็เป็นอีกกระทรวงที่ดูแลผลผลิต การส่งออกปริมาณสูง จึงมีการจัดประชุมเกษตร ปศุสัตว์ และอื่น ๆ ค่อนข้างมากในแต่ละปี

“สมาคมองค์กรธุรกิจเอกชน” กลุ่มแพทย์ กลุ่มวิศวกร นักวิชาการ ต่างก็รวมตัวกันทั่วโลก เวียนจัดประชุมในหลายประเทศ

ส่วนที่ 2 กระตุ้นการพัฒนาเมืองตามจังหวัดอื่น ๆ ให้มีความพร้อม เพื่อกระจายงานคอนเว็นชั่นจากกรุงเทพฯ ไปจัดตามจังหวัดขนาดใหญ่ทั้ง สถานที่จัดงาน ศูนย์ประชุม โรงแรมที่ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัย ความยั่งยืน (Sustainibility) การช่วยเหลือหรือเปิดให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม จุดเริ่มจะต้องกระจายไปยัง 10 MICE CITY ให้สำเร็จโดยเร็ว

เรื่องโดย : #เพ็ญรุ่งใยสามเสน #gurutourza, facebook.com/penroongyaisamsaen