ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสาน เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการเป็นด่านแรกที่ช่วยเปิดประตูแห่งโอกาสทางเศรษฐกิจการลงทุน และการท่องเที่ยวให้กับประเทศ เนื่องจากมีโครงข่ายที่สามารถเชื่อมโยงกับประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS : Greater Makong Sub-region) ได้แก่ ลาว เมียนมา และจีน และสามารถเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมไปยังเมืองคุนหมิง ทางตอนใต้ของจีน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทาง One Belt, One Road ที่เชื่อมโยงทางการค้าใหม่ของจีนไปยังยุโรป รวมทั้งยังเชื่อมโยงกับแนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก – ตะวันตก (East-West Economic Corridor: EWEC) หรือเส้นทาง R2 ซึ่งเป็นเส้นทางเศรษฐกิจสำคัญที่สามารถเดินทางเชื่อมโยง 4 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม ลาว ไทย และเมียนมา
ไปยังประเทศอินเดียได้อีกด้วย
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบคมนาคมขนส่ง ทั้งทางบก ทางน้ำ ทางราง และทางอากาศ ในพื้นที่ภาคต่าง ๆ ของไทยและเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน จะช่วยกระจายความเจริญและการพัฒนาให้มีความทั่วถึง เชื่อมโยงการเดินทางจากแหล่งที่อยู่อาศัยเข้าสู่แหล่งงาน แหล่งวัตถุดิบเข้าสู่แหล่งอุตสาหกรรม แหล่งท่องเที่ยว สถานศึกษา และแหล่งกิจกรรมต่างๆ ภายในประเทศ ส่งเสริมให้เศรษฐกิจของประเทศไทยมีความก้าวหน้า และโอกาสทางการแข่งขันในเวทีเศรษฐกิจโลกสูงขึ้น ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น นำพาประเทศไทยไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน
รัฐบาล โดยกระทรวงคมนาคม ได้เร่งเดินหน้าผลักดันการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบคมนาคมขนส่งทุกรูปแบบให้เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของไทย ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) แผนการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการขนส่งของไทย พ.ศ. 2558 – 2565 และแผนปฏิบัติการลงทุนด้านคมนาคมขนส่งระยะเร่งด่วนปี 2559 – 2560 ทั้งด้านการพัฒนาโครงข่ายรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง ระบบขนส่งสาธารณะ มอเตอร์เวย์ และท่าอากาศยาน ให้ปรากฏเป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการ ปรับปรุง เพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางและการขนส่งระหว่างภูมิภาคให้ครอบคลุม ส่งเสริมเศรษฐกิจของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีโครงการต่าง ๆ ดังนี้
ยกระดับการเดินทางด้วยระบบราง เพื่อความรวดเร็ว ลดต้นทุนค่าขนส่งสินค้า และส่งเสริมการท่องเที่ยว ด้วยการพัฒนารถไฟทางคู่สู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงปี 5 ปี จำนวน 5 สายทาง ได้แก่ รถไฟทางคู่ช่วงมาบกะเบา – ชุมทางถนนจิระ ขณะนี้อยู่ระหว่างการประกวดราคา ช่วงชุมทางถนนจิระ – ขอนแก่น ได้เริ่มก่อสร้างแล้ว พร้อมเปิดให้บริการได้ภายในปี 2562 ช่วงชุมทางถนนจิระ – อุบลราชธานี และช่วงขอนแก่น – หนองคาย อยู่ระหว่างการเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีในเดือนกรกฎาคม 2560 นี้ นอกจากนี้ จะก่อสร้างรถไฟทางคู่สายใหม่ ช่วงบ้านไผ่ – มุกดาหาร – นครพนม ให้แล้วเสร็จในปี 2566 เพื่อขยายโครงข่ายให้บริการพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลางซึ่งเดิมไม่มีรถไฟเข้าถึง พร้อมทั้งพัฒนารถไฟทางคู่ขนาดทางมาตรฐาน 1.435 เมตร สายกรุงเทพฯ – นครราชสีมา ระยะทางประมาณ 250 กิโลเมตร สำหรับรองรับรถไฟความเร็วสูงและความเร็วปานกลาง ซึ่งโครงการนี้มีแผนการก่อสร้างขยายระยะทางช่วงต่อไปจากนครราชสีมา – หนองคาย เพื่อเชื่อมต่อไปยังลาวและจีนด้วย
ด้านการเชื่อมโยงการเดินทางทางบกกับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเชื่อมโยงฐานการผลิต และกระจายสินค้าภายในประเทศและส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการพัฒนาศูนย์ขนส่งสินค้าและจุดเชื่อมต่อการค้าชายแดน ได้เริ่มลงมือก่อสร้างมอเตอร์เวย์ สายบางปะอิน – นครราชสีมา แล้ว ปัจจุบันมีความก้าวหน้าไปกว่า 20% คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จและเปิดให้บริการได้ภายในปี 2563 ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการจราจรบนพหลโยธินและถนนมิตรภาพจากสระบุรี-นครราชสีมา โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ และช่วงที่มีวันหยุดต่อเนื่องหลายวัน และในอนาคตจะสร้างส่วนต่อขยายของมอเตอร์เวย์สายนี้ จากนครราชสีมา-หนองคาย เพื่อทำให้เส้นทางเชื่อมเขตเศรษฐกิจพิเศษและเชื่อมต่อไปอาเซียนได้
ขณะเดียวกันจะลงทุนก่อสร้างศูนย์การขนส่งสินค้านครพนม เพื่อเป็นศูนย์เปลี่ยนถ่ายเชื่อมต่อการขนส่งสินค้าทางถนนกับสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 3 รวมถึงรถไฟทางคู่ ช่วงบ้านไผ่ – นครพนม ในอนาคต รองรับการขนส่งสินค้าชายแดนระหว่างไทย ลาว เวียดนาม และจีน มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2563 ก่อสร้างสถานีขนส่งสินค้าภูมิภาค ใน 2 จังหวัดชายแดน คือ หนองคาย มุกดาหาร และ 3 จังหวัดหลัก คือ ขอนแก่น อุบลราชธานี และนครราชสีมา เพื่อเป็นศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้าจากแหล่งผลิตต่างๆ นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมการก่อสร้างจุดพักรถบรรทุกตามเส้นทางหลักในจังหวัดบุรีรัมย์และอุดรธานี เพื่อให้ผู้ขับรถได้พักผ่อนระหว่างทาง เพื่อลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุ
ด้านการเดินทางทางอากาศ ได้เร่งพัฒนา ปรับปรุงท่าอากาศยานในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้สามารถใช้งานเชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มศักยภาพ มีมาตรฐานความปลอดภัยและการรักษาความปลอดภัยตามมาตรฐานขององค์การการบินระหว่างประเทศ เช่น ท่าอากาศยานขอนแก่น อุบลราชธานี อุดรธานี สกลนคร ร้อยเอ็ด เลย บุรีรัมย์ นครราชสีมา เป็นต้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงท่าอากาศยานสกลนคร ให้รองรับผู้โดยสารที่จะเพิ่มขึ้นจาก 3.7 แสนคนต่อปี เป็น 5.8 แสนคนต่อปี ในปี 2568
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญของการเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางของประชาชนและการขนส่งสินค้า ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ให้มีความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย เป็นการสร้างโอกาสใหม่ สร้างรายได้ใหม่ เกิดการเชื่อมต่อระหว่างเมืองเศรษฐกิจทั้งภายในและต่างประเทศ เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เจริญเติบโตอย่างเข้มแข็ง สมดุล และยั่งยืน

