อาหารไม่ใช่แค่สิ่งที่เรารับประทานในแต่ละวัน หากคือ “ระบบ” ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ประกอบการ ตลาด ผู้บริโภค ไปจนถึงนโยบายสาธารณะที่กำหนดทิศทางความมั่นคงทางอาหารของพื้นที่ ในวันที่โลกเผชิญความผันผวนทั้งเศรษฐกิจ สภาพภูมิอากาศ และพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป การจัดการระบบอาหารอย่างรอบด้านจึงกลายเป็นวาระสำคัญของทุกจังหวัด

เพื่อให้ทุกภาคส่วนร่วมกันออกแบบทิศทางอาหารอย่างยั่งยืน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับจังหวัดนนทบุรี หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และเครือข่ายประชาชน ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) เรื่อง “ร่วมขับเคลื่อนสภานโยบายอาหารนนทบุรี เพื่อพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ระดับจังหวัดที่สอดคล้องกับประเด็นด้านอาหาร และกำหนดกรอบแผนการดำเนินงานเป็นระยะ (ระยะ 3 ปี และระยะ 5 ปี)” มุ่งยกระดับระบบอาหารของจังหวัดอย่างเป็นระบบตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การกระจายอาหาร ไปจนถึงการบริโภคและการคุ้มครองผู้บริโภค

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. อธิบายว่า นนทบุรีมีศักยภาพเป็นจังหวัดต้นแบบในการขับเคลื่อนเรื่องอาหาร สสส. ไม่ได้ดูแค่มิติสุขภาพ แต่ยังมีมิติสังคมและการขับเคลื่อนปัจจัยที่ทำให้สุขภาพแข็งแรง โดยอาหารเป็นอีกหนึ่งเรื่อง ซึ่งต้องเกาะเกี่ยวกันตั้งแต่ต้นทางการผลิต การกระจาย จนถึงการเข้าถึงผู้บริโภค จะทำอย่างไรให้ผู้บริโภคเข้าถึงราคาที่เป็นธรรม ได้สินค้าที่ดีต่อสุขภาพ คือ ตรงความต้องการ และปลอดสารเคมี
นำมาสู่การรณรงค์ให้เกิดสภานโยบายอาหาร ที่เป็นการเชื่อมโยงกันทั้งเกษตรกร ภาครัฐ โดยใช้ข้อมูลเป็นฐานในการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อาหาร สุดท้ายประโยชน์จะเกิดกับทั้งจังหวัด สำคัญที่สุดคือประชาชน เพื่อสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืน เพียงพอในระยะปัจจุบันและอนาคต
“หัวใจสำคัญของ MOU ครั้งนี้ คือการเชื่อมโยงการทำงาน เดิมแต่ละฝ่ายทำแยกกัน วันนี้เปิดพื้นที่ให้ภาคเกษตรกร ภาครัฐ และภาคส่วนต่างๆ มาแชร์ข้อมูล มีส่วนร่วม และรับฟังปัญหาร่วมกัน เกิดเวทีกลางในการประสานงาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย”

นางระวีพรรณ แก้วเพียงเพ็ญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ให้ข้อมูลว่า วันนี้เป็นการประกาศเจตนารมณ์ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ขณะนี้เราได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน สสส. หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่จะเข้ามาร่วมขับเคลื่อนสภานโยบายอาหาร
จังหวัดนนทบุรีเป็นจังหวัดปริมณฑล มีทั้งข้อดีและข้อจำกัดของพื้นที่ เราจึงต้องปรับเรื่องอาหาร เพราะคุณภาพชีวิตเริ่มต้นจากอาหาร ต้องมีวัตถุดิบที่ดีและปลอดภัยตั้งแต่ต้นทาง ภาคราชการและภาคประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร ต้องร่วมกันขับเคลื่อน สร้างอาหารปลอดภัย เริ่มตั้งแต่มาตรฐาน GAP หรือ PGS จนไปสู่เกษตรอินทรีย์ต่อไป

“จังหวัดนนทบุรีส่วนใหญ่เป็นภาคบริการ ทั้งร้านอาหาร และพื้นที่จัดงานสัมมนาอย่าง ‘อิมแพ็ค เมืองทองธานี‘ อาหารจึงเป็นจุดตั้งต้นสำคัญ นอกจากเป็นแหล่งรสชาติอาหารแล้ว ต้องมีคุณภาพและความปลอดภัยควบคู่กัน ปัจจุบันความเป็นชุมชนเมืองขยายตัวมากขึ้น ภาคเกษตรทำได้ยากขึ้น เพราะประสบทั้งปัญหาน้ำเสียและสิ่งแวดล้อม เราจึงต้องพูดคุยถึงองค์ความรู้เพื่อให้สอดคล้องกับพื้นที่ ปัจจุบันพื้นที่เพาะปลูกเหลือเพียง 25% เป็นความท้าทายของภาครัฐและเกษตรกรที่จะร่วมกันปรับการผลิตให้ถูกต้องและปลอดภัย เพื่อให้ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคปลอดภัยไปพร้อมกัน”

นางวัลลภา แวนวิลเลียนส์วาร์ด คณะกรรมการที่ปรึกษาสภานโยบายอาหารนนทบุรี เสริมว่า วันนี้คือการสร้างพันธกิจร่วมของทุกภาคส่วนว่าเราจะผลักดันให้ระบบอาหารมีที่มา ปลอดภัย และรักษาพื้นที่อาหารไม่ให้สูญหาย พร้อมสร้างต้นแบบตลาดเขียว จะยกระดับตลาดนัดชุมชนให้เป็นตลาดเขียวได้อย่างไร ฉะนั้น การทำงานสภานโยบายอาหารคือนำพันธกิจของส่วนต่างๆ มาร่วมกันทำงาน MOU วันนี้จึงเป็นการแสดงพันธกิจร่วมว่าเรามีคำมั่นสัญญาจะผลักดันร่วมกันทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคสังคม ภาคผู้ประกอบการ และภาคการศึกษา

“สสส. เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ มีการกำหนดจังหวัดยุทธศาสตร์ 9 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย อุตรดิตถ์ อุบลราชธานี ยโสธร พัทลุง สงขลา นนทบุรี นครปฐม และกรุงเทพมหานคร สสส.เห็นความสำคัญว่าต้องสร้างตัวอย่างระบบอาหารระดับจังหวัดที่เป็นยุทธศาสตร์เรื่องระบบอาหารสุขภาวะขึ้นมา โดยนนทบุรีเลือกใช้กลไก ‘สภานโยบายอาหาร’ เป็นแพลตฟอร์มกลาง ที่เป็นนวัตกรรมสังคม เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดจากระบบอาหาร” นางวัลลภา ทิ้งท้าย

