ท่ามกลางความท้าทายของระบบสาธารณสุขไทยที่ต้องเผชิญภาระงานล้นมือและการขาดแคลนรังสีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยเพิ่มความรวดเร็วและความแม่นยำในการวินิจฉัยโรค โดยเฉพาะโรคปอดที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตสำคัญของคนไทย
หนึ่งในนวัตกรรมที่น่าจับตาคือ AI Chest X-ray เทคโนโลยี AI ฝีมือคนไทยของบริษัท เพอเซ็ปทรา จำกัด (Perceptra) สตาร์ทอัพด้าน HealthTech ที่พัฒนาระบบช่วยวิเคราะห์ภาพเอกซเรย์ทรวงอก เพื่อคัดกรองความผิดปกติของปอดและสนับสนุนการทำงานของแพทย์ได้แบบเรียลไทม์ ช่วยให้การตัดสินใจรักษาเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ขาดแคลนรังสีแพทย์
นางสาวสุพิชญา พู่พิสุทธิ์ ผู้ก่อตั้งและ CEO บริษัท เพอเซ็ปทรา จำกัด เล่าว่า จุดเริ่มต้นของการพัฒนา AI ด้านการแพทย์ มาจากการมองหาโจทย์ที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อระบบสุขภาพไทยอย่างแท้จริง และพบว่าปัญหาสำคัญคือการตรวจพบโรคที่ล่าช้า อันมีสาเหตุจากข้อจำกัดด้านบุคลากรเฉพาะทาง ประกอบกับข้อมูลทางการแพทย์จำนวนมากอยู่ในรูปแบบภาพ จึงมองว่า AI จะช่วยดึงศักยภาพของข้อมูลเหล่านี้ออกมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
Perceptra ก่อตั้งขึ้นในปี 2560 และเริ่มพัฒนา AI Chest X-ray ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โดยใช้ข้อมูลของคนไทยและคนเอเชียในการฝึกระบบ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทโรคและลักษณะประชากรในภูมิภาคนี้ ปัจจุบันระบบมีฐานข้อมูลมากกว่า 2 ล้านภาพ และมีความแม่นยำสูงถึง 94% สามารถระบุความผิดปกติของปอดและให้คะแนนเชิงปริมาณได้อย่างละเอียด
จุดเด่นสำคัญของระบบคือการทำหน้าที่ได้ทั้งในฐานะ เครื่องมือคัดกรองด่านแรก เพื่อเร่งส่งต่อผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง และในฐานะ ความเห็นที่สอง เพื่อช่วยลดความผิดพลาดจากความเหนื่อยล้าของบุคลากรทางการแพทย์ ผลลัพธ์ที่ได้คือการช่วยลดภาระงานแพทย์ลงได้มากกว่า 40% และทำให้แพทย์สามารถเข้าถึงผลวิเคราะห์เบื้องต้นได้ภายในไม่กี่วินาทีก่อนผู้ป่วยออกจากห้องเอกซเรย์
ความสำคัญของนวัตกรรมนี้ยิ่งชัดเจนขึ้นในบริบทของประเทศไทย ซึ่งมีรังสีแพทย์เฉพาะทางเพียงราว 2,000 คนทั่วประเทศ และหลายโรงพยาบาล โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ไม่มีรังสีแพทย์ประจำ ทำให้แพทย์ทั่วไปหรือบุคลากรที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญต้องรับภาระอ่านภาพรังสีแทน นอกจากเพิ่มภาระงานแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อความคลาดเคลื่อนในการวินิจฉัยด้วย

AI Chest X-ray จึงเปรียบเสมือนการ “กระจายความเชี่ยวชาญ” ไปสู่ทุกพื้นที่ ช่วยให้โรงพยาบาลที่ไม่มีรังสีแพทย์สามารถเข้าถึงเครื่องมือช่วยวิเคราะห์ที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะงานคัดกรองวัณโรค มะเร็งปอด และโรคทางเดินหายใจ ซึ่งต้องอาศัยความรวดเร็วในการประเมินผล หากใช้วิธีเดิม โรงพยาบาลอาจต้องรอผลอ่านภาพเป็นชั่วโมง เป็นวัน หรือบางกรณีอาจนานเป็นสัปดาห์ แต่ AI สามารถช่วยให้เห็นผลเบื้องต้นได้ทันที
ประโยชน์ดังกล่าวเห็นได้ชัดมากในงานคัดกรองเชิงรุก เช่น การนำรถเอกซเรย์เคลื่อนที่ลงพื้นที่ชุมชนเพื่อตรวจประชาชน 300-500 คนต่อวัน จากเดิมที่อาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะทราบว่าใครมีความเสี่ยงเป็นวัณโรคหรือมะเร็งปอด เมื่อมี AI เข้ามาช่วยอ่านผลแบบเรียลไทม์ ก็สามารถนัดติดตามอาการ ส่งต่อ หรือแยกกักตัวผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงได้ภายใน 24 ชั่วโมง ช่วยลดการแพร่เชื้อและเพิ่มโอกาสในการรักษาได้อย่างทันท่วงที อีกบทเรียนสำคัญคือ AI ไม่ได้เข้ามาแทนแพทย์ แต่ทำหน้าที่เป็น “ผู้ช่วย” ที่ให้ข้อมูลอย่างเป็นกลางและรวดเร็ว ก่อนที่แพทย์จะนำไปใช้ประกอบกับประวัติคนไข้ อาการทางคลินิก และการตรวจอื่น ๆ เพื่อวินิจฉัยอย่างรอบด้าน ตลอด 7-8 ปีที่ผ่านมา ทีมพัฒนาต้องทำงานร่วมกับรังสีแพทย์ ศัลยแพทย์ โรงเรียนแพทย์ โรงพยาบาลจังหวัด และโรงพยาบาลชุมชนอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับระบบให้ตอบโจทย์การใช้งานจริง ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และสร้างความเชื่อมั่นให้บุคลากรทางการแพทย์
AI Chest X-ray ยังผ่านการพัฒนาภายใต้มาตรฐานด้านเครื่องมือแพทย์และความปลอดภัยของข้อมูล เช่น ISO 13485 การขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ตลอดจนการออกแบบระบบให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลด้านการคุ้มครองข้อมูลสุขภาพ
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ AI นี้ได้รับการพิสูจน์ศักยภาพในช่วงการระบาดของโควิด-19 ระลอกหนัก โดยถูกนำมาใช้เป็นระบบหลังบ้านช่วยคัดกรองความรุนแรงของภาวะปอดอักเสบ ร่วมกับเครือข่ายรังสีแพทย์อาสาทั่วประเทศ ประสบการณ์ดังกล่าวช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์เห็นบทบาทของ AI ชัดขึ้นว่าเป็นเครื่องมือสนับสนุน ไม่ใช่ภาระหรือคู่แข่งของแพทย์
ต่อมา นวัตกรรมนี้ได้เข้าสู่การพิจารณาของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในปี 2568 หลังผ่านการประเมินทั้งด้านประสิทธิภาพหน้างาน ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ และผลกระทบด้านสุขภาพ โดยหน่วยงานอิสระอย่าง HITAP ก่อนจะได้รับความเห็นชอบให้บรรจุเป็นหนึ่งในสิทธิประโยชน์ของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
การเข้าสู่ระบบบัตรทองทำให้โรงพยาบาลสามารถเข้าถึง AI Chest X-ray ได้มากขึ้น โดยใช้รูปแบบค่าบริการรายปีแบบไม่จำกัดจำนวนการใช้งาน เพื่อให้หน่วยบริการใช้งานได้เต็มศักยภาพและมีการดูแลอัปเดตระบบอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีโรงพยาบาลแสดงความจำนงเข้าร่วมแล้วมากกว่า 600 แห่ง สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ และมีเป้าหมายขยายการติดตั้งให้ครอบคลุมราว 900 แห่งทั่วประเทศ
ในภาพใหญ่ AI Chest X-ray ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีช่วยอ่านฟิล์มเอกซเรย์ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับระบบสาธารณสุขไทยให้ตอบโจทย์อนาคตมากขึ้น ทั้งในแง่การลดความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญ การเพิ่มโอกาสตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การลดภาระงานของบุคลากร และการลดค่าใช้จ่ายในการรักษาระยะยาว
ในยุคที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย และภาระโรคมีแนวโน้มซับซ้อนมากขึ้น เทคโนโลยีอย่าง AI จึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญของระบบสุขภาพไทย ภายใต้เป้าหมายเดียวกันคือ “ตรวจให้เร็ว เจอให้ไว และรักษาให้ทันท่วงที” เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น


