SCB WEALTH จัดสัมมนา A Private Dialogue Decoding 2026: Property & Legacy

25.03.26 | 14:46 น.

ถอดรหัสอนาคตอสังหาฯ แนะกลยุทธ์สร้างรายได้–ส่งต่อความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน

SCB WEALTH ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการบริหารความมั่งคั่ง จัดสัมมนาเอ็กซ์คลูซีฟภายใต้ธีม “A Private Dialogue Decoding 2026: Property & Legacy” เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกแก่กลุ่มลูกค้าเวลธ์ Private Banking ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจผันผวนและภาระภาษีที่ดินที่ส่งผลต่อต้นทุนการถือครองสินทรัพย์ โดยเนื้อหาหลักมุ่งเน้นการถอดรหัสทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2026 และกลยุทธ์การปรับพอร์ตสินทรัพย์ให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าจาก JLL Thailand มาร่วมวิเคราะห์โอกาสการลงทุนใหม่ๆ พร้อมกันนี้ ทีมผู้เชี่ยวชาญจาก SCB WEALTH ยังได้ร่วมถ่ายทอดกลยุทธ์การวางแผนส่งต่อมรดกอย่างมีประสิทธิภาพ (Family Office) และแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจากอสังหาริมทรัพย์เพื่อเปลี่ยนเป็นเงินทุนต่อยอดความมั่งคั่ง (Wealth Lending) ให้ลูกค้าสามารถบริหารจัดการทรัพย์สินและส่งมอบมรดกสู่ทายาทได้อย่างเต็มประสิทธิภาพสูงสุด ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้

นายกฤช ปิ่มหทัยวุฒิ กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าหน่วยธุรกิจบริการด้านการลงทุน, JLL Thailand กล่าวในงานสัมมนาว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยใน ปี 2569 กำลังเข้าสู่ช่วง Selective Growth หรือการเติบโตแบบเลือกเฉพาะ Sector จากโครงสร้างเศรษฐกิจที่ขยายตัวในระดับต่ำและฟื้นตัวไม่ทั่วถึง โดยคาดว่า GDP ไทยจะเติบโตเพียงประมาณ 2% ส่งผลให้นักลงทุนต้องปรับกลยุทธ์จากการลงทุนแบบกระจาย ไปสู่การคัดเลือกสินทรัพย์และทำเลที่มีศักยภาพอย่างแท้จริง

โดยภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังมีศักยภาพเติบโตโดดเด่น ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ ซึ่งยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาด โดยได้รับอานิสงส์จากกระแสการย้ายฐานการผลิต และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ขณะที่พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ยังคงเป็นศูนย์กลางความต้องการ คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณ 89% ของดีมานด์ทั้งหมด นอกจากนี้ ราคาที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมยังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากภาวะอุปสงค์ที่สูงกว่าอุปทาน โดยในปี 2569 มีแผนเพิ่มอุปทานใหม่มากกว่า 7,000 ไร่ เพื่อรองรับความต้องการที่เติบโต และอีกหนึ่งกลุ่มที่โดดเด่นและกลายเป็นเมกะเทรนด์สำคัญของตลาด คือ Data Center ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตสูงถึง 40–60% ต่อปี จากความต้องการด้าน Cloud Computing, AI และเศรษฐกิจดิจิทัล โดยทำเลสำคัญยังคงอยู่ในพื้นที่ EEC และกรุงเทพฯ ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านโครงสร้างพื้นฐานการเชื่อมต่อ อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของธุรกิจดังกล่าวยังเผชิญข้อจำกัดด้านพลังงาน ระบบระบายความร้อน และโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟเบอร์ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางการลงทุนในระยะต่อไป

ในขณะที่ภาคโรงแรมและการท่องเที่ยวยังคงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 35.5 ล้านคน โดยมีนักท่องเที่ยวจากอินเดียและรัสเซียเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ แม้ว่าผลการดำเนินงานของโรงแรมบางกลุ่มยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่ภาพรวมเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ (normalize) มากขึ้น

Advertisement

ด้านตลาดที่อยู่อาศัยยังคงเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ชะลอตัว โดยจำนวนโครงการเปิดใหม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 40–50% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ผู้ประกอบการปรับกลยุทธ์เพื่อลดความเสี่ยง ด้วยการพัฒนาโครงการขนาดเล็กลงและให้ความสำคัญกับการบริหารกระแสเงินสด อย่างไรก็ตาม ตลาดที่อยู่อาศัยระดับ Luxury ยังคงเติบโตได้ดี โดยมียอดขายเพิ่มขึ้นประมาณ 51% จากความต้องการของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง (HNW) และผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงในระยะยาว ขณะเดียวกัน เทรนด์ใหม่ของตลาดเริ่มสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค โดยโครงการลักชัวรีมีขนาดกะทัดรัดมากขึ้น และกลุ่มบ้านทาวน์โฮมระดับราคา 20–40 ล้านบาทได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้สองทางและไม่มีบุตร (Dual Income No Kids)  ที่ชอบใช้ชีวิตในเมือง

สำหรับตลาดคอนโดมิเนียม แม้จะมีอุปทานสะสมในระดับสูงกว่า 930,000 ยูนิต และจำนวนโครงการเปิดใหม่ลดลงต่ำสุดในรอบกว่า 15 ปี แต่ตลาดเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในบาง Segment โดยเฉพาะคอนโดระดับ Luxury ที่ยังสามารถรักษาระดับราคาได้ ขณะที่ภาพรวมราคาขายเริ่มอ่อนตัวเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม จุดเด่นสำคัญอยู่ที่ตลาดเช่า ซึ่งเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยค่าเช่าปรับตัวขึ้นสูงสุดในปี 2568 จากความต้องการของชาวต่างชาติและรูปแบบการอยู่อาศัยที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น

ในส่วนของตลาดอาคารสำนักงานและค้าปลีก พบว่ามีการปรับตัวเชิงคุณภาพ โดยความต้องการสำนักงานย้ายเข้าสู่อาคารเกรด A มากขึ้น หรือที่เรียกว่า flight-to-quality พร้อมให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ESG และเทคโนโลยีอาคารอัจฉริยะ ขณะที่ภาคค้าปลีกเปลี่ยนผ่านสู่รูปแบบ “experience-based retail” และมีแบรนด์ต่างประเทศเข้ามาขยายธุรกิจในประเทศไทยมากขึ้น