สบช. ยกระดับระบบสุขภาพปฐมภูมิไทย จากพื้นที่สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษาฯ เตรียมความพร้อมแพทย์เพิ่มทักษะ

7.05.26 | 12:01 น.

ในวันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านสุขภาพอย่างรอบด้าน ทั้งสังคมผู้สูงอายุ โรคเรื้อรัง และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ การ “เสริมความแข็งแรงจากด่านหน้า” จึงไม่ใช่เพียงนโยบาย หากแต่เป็นหัวใจของการพัฒนาระบบสุขภาพอย่างยั่งยืน หนึ่งในกลไกสำคัญนั้นคือ สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากพระราชดำริอันเปี่ยมด้วยพระเมตตา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ห่างไกล และได้กลายเป็นต้นแบบของการพัฒนาระบบ Primary Health Care ของประเทศ สถาบันพระบรมราชชนก (สบช.) ในฐานะสถาบันการศึกษาและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ เลือกตอบคำถามนี้ด้วยการ “ลงมือทำ” ผ่าน โครงการนำแพทย์เพิ่มพูนทักษะไปปฏิบัติงานณ สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี ซึ่งสะท้อนชัดเจนว่า การทำให้ระบบปฐมภูมิเข้มแข็ง ต้องเริ่มจากการออกแบบ บทบาทของคน ให้สอดคล้องกับ บริบทของพื้นที่

เตรียม “แพทย์เพิ่มพูนทักษะ” ให้พร้อมทำงานกับชุมชนจริง

สถาบันพระบรมราชชนก (สบช.) โดย สำนักงานบริหารผลิตกำลังคนระบบสุขภาพปฐมภูมิ (9หมอ) ได้จัดการประชุมโครงการบริหารจัดการการรับและเตรียมความพร้อมแพทย์เพิ่มพูนทักษะ เมื่อวันที่ 27–29 เมษายน 2569 เพื่อนำแพทย์เพิ่มพูนทักษะ ไปปฏิบัติงานสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี สิ่งนี้ไม่ใช่เพียงการอบรมทางวิชาการ แต่คือกระบวนการ “เปลี่ยนมุมมอง” ของแพทย์จากการรักษาในโรงพยาบาล สู่การดูแลสุขภาพประชาชนแบบองค์รวมในชุมชน

แนวคิดของโครงการนี้ไม่ได้ตั้งต้นจากการ “ส่งแพทย์ไปประจำพื้นที่” เพียงอย่างเดียว แต่ตั้งต้นจากคำถามเชิงระบบว่าแพทย์ควรอยู่ในระบบสุขภาพปฐมภูมิอย่างไร และควรทำงานร่วมกับชุมชนแบบใด นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข สะท้อนภาพนี้ได้อย่างชัดเจน “การพัฒนาแพทย์เพิ่มพูนทักษะให้ไปทำงานที่สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ ไม่ได้หมายถึงการเพิ่มภาระ แต่เป็นการวางบทบาทใหม่ให้แพทย์ทำงานเชิงรุก ทำงานเป็นทีม และทำงานเป็นเครือข่ายกับชุมชนอย่างแท้จริง” ภายใต้การออกแบบเช่นนี้ แพทย์ไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่ทำงานร่วมกับทีมสุขภาพ และระบบสนับสนุน ทั้งด้านวิชาการ เทคโนโลยี และนโยบาย

Advertisement

สำหรับสบช. สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี ไม่ใช่เพียงแหล่งฝึกประสบการณ์ แต่เป็น “พื้นที่เรียนรู้ของระบบสุขภาพปฐมภูมิ ” ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.นพ.วิชัย เทียนถาวร อธิการบดีสถาบันพระบรมราชชนก กล่าวถึงความหมายของโครงการนี้ว่า “นี่คือการเตรียมความพร้อมแพทย์ให้เข้าใจระบบสุขภาพชุมชนจริง ๆ ตั้งแต่การดูแลแม่และเด็ก ทันตสุขภาพ การใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล ไปจนถึงการสร้างชุมชนสุขภาวะ ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากการดำเนินงานเชิงระบบผ่านสบช.โมเดลที่ผ่านมา สะท้อนผ่านข้อมูลว่าสมารถการลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพกว่า 400 ล้านบาท ซึ่งชี้ชัดว่าปฐมภูมิที่เข้มแข็งคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด ทั้งหมดนี้คืออนาคตของระบบสุขภาพปฐมภูมิ” การนำแพทย์เพิ่มพูนทักษะมาปฏิบัติงานในพื้นที่จริง จึงไม่ได้เป็นเพียงการเรียนรู้ทางคลินิก แต่เป็นการเรียนรู้ชีวิตของชุมชน และเรียนรู้ความหมายของการเป็นแพทย์ในระบบปฐมภูมิ

จากห้องตรวจ สู่ “หน้าด่านแรก” ของชีวิตผู้คน

ด้านนายแพทย์ธีรวุฒิ ไหลมี แพทย์เพิ่มพูนทักษะ มองว่าโครงการนี้คือโอกาสสำคัญ “แพทย์ไม่ได้มีหน้าที่รักษาในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ต้องออกไปออกแบบการส่งเสริม ป้องกัน และรักษา ตั้งแต่ด่านแรก ร่วมกับสหวิชาชีพและชุมชน” คำกล่าวนี้ตอกย้ำบทบาทใหม่ของแพทย์ปฐมภูมิ ในฐานะผู้ทำงานเชิงรุก เข้าใจบริบทพื้นที่ และเชื่อมโยงคนกับระบบสุขภาพ

ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มศรัทธาในบริการใกล้บ้าน

ในมุมมองของ นพ.โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการมูลนิธิพัฒนาสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ ให้ภาพคุณค่าของโครงการนี้ปรากฏชัดในระดับประชาชน “การมีแพทย์ประจำในสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ ทำให้ประชาชนรู้สึกว่ามีที่พึ่งใกล้บ้านเป็นที่ปรึกษาและช่วยลดความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างเป็นรูปธรรม สถานีอนามัยจึงไม่ใช่เพียงสถานที่รักษา แต่เป็นพื้นที่สร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ และเป็นที่พึ่งของชุมชนในระยะยาว” นี่คือการตอบสนองระบบสุขภาพปฐมภูมิ ที่ไม่ได้วัดด้วยจำนวนผู้รับบริการ แต่ด้วยความเชื่อมั่นและความผูกพันระหว่างระบบกับชุมชน

เสียงจากแพทย์ : เมื่อการทำงานมีความหมายมากกว่าเดิม

แพทย์หญิงปณิดา เสนธรรม แพทย์เพิ่มพูนทักษะ จากโรงพยาบาลจังหวัดเพชรบูรณ์ สะท้อนว่า การเข้าร่วมโครงการว่า “เข้าใจปฐมภูมิมากขึ้น จากเดิมที่เคยทำงานในโรงพยาบาลเป็นหลัก การมาปฏิบัติงานในสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ ทำให้เห็นระบบการดูแลประชาชนในมิติที่ลึกขึ้น และรู้สึกว่าสิ่งที่เรียนมา สามารถนำมาใช้กับชีวิตจริงของผู้คนได้”

ด้านนายแพทย์ธีรวุฒิ ไหลมี แพทย์เพิ่มพูนทักษะ จากโรงพยาบาลจังหวัดเชียงใหม่ มองว่าโครงการนี้คือโอกาสสำคัญ  “โครงการนี้เปิดพื้นที่ให้แพทย์ที่ไม่ได้มีหน้าที่รักษาในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ยังได้ทำงานในเชิง การส่งเสริม ป้องกัน และรักษา ตั้งแต่ด่านแรกของระบบ ร่วมกับสหวิชาชีพและชุมชน ” คำกล่าวนี้ตอกย้ำบทบาทใหม่ของแพทย์ปฐมภูมิ ในฐานะผู้ทำงานเชิงรุก เข้าใจบริบทพื้นที่ และเชื่อมโยงคนกับระบบสุขภาพ

บทสรุป : คุณค่าที่งอกงามจากความตั้งใจร่วมกัน

ผลงานของ สบช. โดย สำนักงานบริหารการผลิตกำลังคนระบบสุขภาพปฐมภูมิ ( 9 หมอ ) อาจมองเห็นได้จากจำนวนบุคลากรที่ลงพื้นที่หรือขอบเขตการดำเนินงานที่ขยายออกไปในหลายพื้นที่ห่างไกลของประเทศ แต่คุณค่าที่แท้จริงนั้น ลึกซึ้งเกินกว่าจะประเมินด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว คุณค่าดังกล่าวอยู่ที่การร่วมกันสร้าง“ระบบสุขภาพปฐมภูมิที่ห่วงใยผู้คน”ระบบที่มองเห็นชุมชนเป็นศูนย์กลางมองสุขภาพเป็นมากกว่าการรักษาโรคและมองคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุดของการทำงาน ดังปรัชญาสถาบันที่ว่า “ปัญญาเพื่อชุมชน”