“รองประวัติ” ติวเข้ม บริหารเงินนิคมสหกรณ์ ปี 69 รายได้ทะลุเป้า 7 เดือนโกยแล้ว 9 ล้าน

13.05.26 | 17:12 น.

รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เรียกประชุมคณะกรรมการฯติวเข้มบริหารเงินรายได้นิคมสหกรณ์ ประจำปีงบประมาณ 2569 เผยตัวเลขรายได้เฉลี่ยปีละ 10-15 ล้านบาท เผยแค่ 7 เดือนทำเงินแล้ว 9 ล้านบาทเศษ หวังนำเงินส่วนนี้ มาพัฒนานิคมสหกรณ์ฯ ตามวัตถุประสงค์ พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 ต่อไป

นายประวัติ แดงบรรจง รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหาร เงินรายได้นิคมสหกรณ์ครั้งที่ 4 ประจำงบประมาณปี 2569 โดยระบุว่านับตั้งแต่นิคมสหกรณ์ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ ปี 2511 ตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 เป็นต้นมา ปัจจุบันมีพื้นที่ที่ดำเนินการในรูปนิคมสหกรณ์ทั้งหมด 36 แห่งทั่วประเทศ มีรายได้ประมาณ 400 กว่าล้านบาท โดยรายได้ดังกล่าวมาจากการเก็บค่าธรรมเนียมจากสมาชิกที่ทำธุรกิจการค้าพาณิชย์ในที่ดินนิคมสหกรณ์ ซึ่งรายได้ส่วนนี้จะนำกลับคืนไปพัฒนานิคมสหกรณ์ตามระเบียบทางราชการ ที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511

รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เผยต่อว่า ตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511  กำหนดไว้ให้พี่น้องเกษตรกรที่เข้าไปอยู่ในนิคมสหกรณ์ได้มีพื้นที่ทำกินตามที่รัฐจัดสรรให้ก็คือด้านการเกษตรปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ส่วนกรณีพื้นที่ไม่ได้ทำการเกษตร แต่ขอมาเปลี่ยนมาเป็นทำการค้าพาณิชย์ เช่น ทำปั๊มน้ำมัน ร้านค้า หรือธุรกิจ อาคารเช่าที่พักอาศัย โดยสมาชิกนิคมฯมีความประสงค์ของเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์จากที่ดินทำกินก็สามารถทำได้ แต่ต้องมีขั้นตอนตามระเบียบที่กำหนดไว้ ส่วนรายได้ที่เป็นงบประมาณประจำปีที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดสรรให้แก่นิคมสหกรณ์ แต่ละปีมีไม่มากแค่หลักแสนบาทเท่านั้น  ใช้จ่ายเป็นค่าน้ำค่าไฟค่าเบี้ยเลี้ยงจ้าหน้าที่

อย่างไรก็ตามที่เกษตรกรที่เป็นสมาชิกนิคมฯจะขอออกโฉนดในพื้นที่ทำกินของตนเองได้นั้นไม่ง่าย ต้องใช้ระยะเวลา โดยพื้นที่ดังกล่าวกรมส่งเสริมสหกรณ์จะต้องออกเป็นหนังสือแสดงสิทธิการทำประโยชน์ในที่ดินของนิคมสหกรณ์ หรือ กสน.5 ตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511  เป็นระยะเวลา 5 ปี จึงจะสามารถไปขอออกเป็นโฉนดได้ และจะต้องสลักหลังโฉนดห้ามจำหน่าย จ่าย แจก ยกเว้นตกทอดแก่ทายาท

Advertisement

รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เผยถึงรายได้หลักจากนิคมสหกรณ์ฯ จำนวน 36 แห่งทั่วประเทศเฉลี่ยแต่ละปีประมาณ 10-15 ล้านบาท นับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 เป็นต้นมา จนถึงเดือนล่าสุดเมษายน 2569 มีรายได้เข้ามาประมาณ 9 ล้านบาทเศษ

“โฉนดเราทำไปเกือบ 100% แล้วใน 36 นิคมสหกรณ์ ยังเหลือบางส่วนที่ยังไม่มาขึ้นทะเบียนและยังไม่ออกกสน.5 ให้ไป กำลังทยอยออกอยู่ ภายหลังจากที่เราให้ กสน.5 ไปแล้ว 3 ปี 5 ปีก็จะเปลี่ยนเป็นโฉนด นำไปกู้เงินจากแหล่งทุนของรัฐได้ กรณีนี้ออกโฉนดแล้วก็จริงอยู่ แต่ว่าคุณเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ในการทำการเกษตรก็ต้องมาแจ้งเราทุกครั้งให้เราอนุญาตโดยอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงจะทำการค้าพาณิชย์ต่าง ๆ หรือการท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้” นายประวัติ กล่าวย้ำ

ขณะที่ นายวีรภัทร เณรศาสตร์ สหกรณ์จังหวัดสุโขทัย กล่าวว่า จ.สุโขทัยมีนิคมสหกรณ์ทั้งหมด 6 แห่ง ประกอบด้วย นิคมสหกรณ์สวรรคโลก นิคมสหกรณ์หนองบัว นิคมสหกรณ์ศรีสำโรง นิคมสหกรณ์พระร่วง นิคมสหกรณ์คีรีมาศและนิคมสหกรณ์นครเดิฐ  โดยนิคมสหกรณ์นครเดิฐนั้นเป็นนิคมป่าเช่าเพียง 1 แห่ง โดยเช่าพื้นที่ป่ารกร้างว่างเปล่าจากกรมป่าไม้ นำมาจัดสรรที่ทำกินให้กับชาวบ้านไร้ที่ทำกิน แต่ไม่ได้กรรมสิทธิ์ถึงโฉนด จึงได้แค่สิทธิที่ทำกินเท่านั้น ตามมติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ คทช.

นายวีรภัทรยอมรับว่า นิคมสหกรณ์ในจ.สุโขทัยขณะนี้ สมาชิกได้โฉนดเกือบเต็มพื้นที่แล้ว ส่วนใหญ่จะเหลือแค่พื้นที่หัวไร่ปลายนาหัวมุมพื้นที่ยังเป็นกสน.5 โดยสมาชิกที่ได้รับโฉนดไปจะมีเงื่อนไข 2 อย่างคือ อยากแรก หลังได้รับโฉนดแล้วจะมีสลักหลังว่าห้ามจำหน่ายจ่ายโอน ยกเว้นสืบทอดทายาท  ภายใน 5 ปี  ถ้าเกิน 5 ปีก็สามารถจำหน่ายได้ แต่จะไปติดเงื่อนไขที่ 2 คือ พื้นที่เขตนิคมฯ เนื่องจากรัฐลงทุนเรื่องของการปรับพื้นที่และระบบโครงสร้าง สาธารณูปโภค ทั้งคลองส่งน้ำ ถนนหนทางลำเลียงสินค้า ซึ่งถ้าจะเปลี่ยนวัตถุประสงค์นอกเหนือจากการทำเกษตรแล้ว จะต้องมาขออนุญาตใช้โดยคนที่มีอำนาจอนุมัติคืออธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์

“หากเปลี่ยนวัตถุประสงค์ที่ดินไปทำอย่างอื่นเช่นการค้าพาณิชย์ ธุรกิจท่องเที่ยว จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียม แก่นิคมฯ นำเงินเข้าหลวง  เพราะก่อนหน้านี้หลวงต้องลงทุนปรับพื้นที่ ระบบสาธารณูปโภคพื้นที่ฐานไว้แล้ว เช่นพวกไปทำปั๊มน้ำมันในเขตนิคมก็จ่ายเป็นค่าธรรมเนียมอัตราส่วนตามประกาศของกรมธนารักษ์ หากทำการเกษตรคิดอัตราหนึ่ง ที่อยู่อาศัยอัตราหนึ่ง เพื่อการพาณิชย์อัตราหนึ่ง ซึ่งจะแพงสุด  มีตั้งแต่ร้อยละ 3 ไปถึงร้อยละ15 ของราคาประเมินที่ดิน” สกจ.สุโขทัยกล่าว

ด้าน นายประยุทธ เป็นมูล ผู้อำนวยการนิคมสหกรณ์ห้างฉัตร อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง กล่าวว่านิคมสหกรณ์  ห้างฉัตร มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 50,000 ไร่ มีสมาชิกนิคมฯ 2,000 กว่าราย จัดที่ทำกินจนครบเงื่อนไขแล้วไปออกโฉนดได้มีกรรมสิทธิ์ ขณะนี้การออกโฉนดที่นิคมฯห้างฉัตรไปแล้วกว่า 20,000 ไร่ ประมาณ 1,000 กว่าราย ส่วนที่ ยังไม่ได้ออกเโฉนดส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ป่า ลำห้วย ลำคลอง ภูเขา  ชาวบ้านมีรายได้มาจากการทำเกษตรกรรรม เป็นหลัก ส่วนการนำโฉนดไปขอเปลี่ยนวัตถุประสงค์มีบ้าง เช่นทำปั๊มน้ำมัน ค่าธรรมเนียมที่เก็บได้แต่ละปีก็มีไม่มาก สมาชิกที่นี่ส่วนใหญ่มีอาชีพทำนาและปลูกไม้ยืนต้น ” ผู้อำนวยการนิคมสหกรณ์ห้างฉัตร ย้ำทิ้งท้าย