การเคหะฯเตรียมตั้งบริษัทร่วมทุนเอกชนพัฒนาที่อยู่อาศัย

2.06.17 | 10:19 น.
ดร.ธัชพล กาญจนกูล

การเคหะแห่งชาติเตรียมจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเอกชนพัฒนาที่อยู่อาศัย ระบุเป็นช่องทางที่พัฒนาโครงการได้รวดเร็วขึ้นตอบโจทย์แผนยุทธศาสตร์พัฒนาที่อยู่อาศัย 20 ปีของรัฐบาล ในขณะกระบวนการเดิมต้องขออนุมัติหลายขั้นตอนใช้เวลายาวนานกว่าจะคลอดโครงการได้

ดร.ธัชพล  กาญจนกูล  ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เปิดเผยถึงแนวทางขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ที่อยู่อาศัย 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ว่า การเคหะแห่งชาติกำลังพิจารณาจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับเอกชนดำเนินการพัฒนาที่อยู่อาศัย ซึ่งจะทำให้ตอบสนองต่อเป้าหมายการมีที่อยู่อาศัยของประชาชนได้เร็วขึ้น โดยการเคหะฯ ถือหุ้นใหญ่สุดแต่ไม่เกิน 25% ในขณะเอกชนได้กระจายการถือครองหุ้นตามธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกัน เช่น บริษัทอสังหาริมทรัพย์ บริษัทค้าวัสดุก่อสร้าง หรือบริษัทเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น

จากการศึกษาข้อกฎหมายของการเคหะแห่งชาติและที่เกี่ยวข้องแล้ว  มีความเห็นว่าหากรูปแบบบริษัทร่วมทุนสามารถดำเนินการได้ โดยขออนุมัติในระดับคณะกรรมการ กคช. หรือระดับกระทรวงเท่านั้น จะเป็นกระบวนการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่รวดเร็วขึ้น เมื่อเทียบกับกระบวนการเดิมที่ต้องเสนอไปตามลำดับชั้นที่ต้องอาศัยเวลานาน เป็นข้อจำกัดในการขับเคลื่อนโครงการดังที่ผ่านมา และไม่ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการพิจารณาโครงการ ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ แล้วจึงเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี หรือแม้กระทั่งในขั้นตอนการก่อสร้าง ยังต้องมีกระบวนการตรวจสอบจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินอีกด้วย

“ถ้าเป็นในรูปบริษัทร่วมทุนเราสามารถขับเคลื่อนโครงการได้เลย ผ่านคณะกรรมการของบริษัทพิจารณาตัดสินใจแล้วเดินหน้าได้เลย ซึ่งจะเป็นช่องทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยได้เร็ว ในส่วนของโครงการพัฒนาที่ใช้กระบวนการเดิมก็ยังคงว่ากันต่อไป ทั้งสองแนวทางนี้ก็จะทำให้สามารถบรรลุ”

Advertisement

ส่วนเงินทุนที่จะเข้าร่วมจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท  ดร.ธัชพลกล่าวว่า  การเคหะฯจะใช้ทรัพย์สินที่ดินของการเคหะฯที่มีอยู่แล้ว แปลงเป็นทุนร่วมกับเอกชน แล้วดำเนินการขอกู้จากสถาบันการเงิน ซึ่งจะทำให้ได้เม็ดเงินพัฒนาโครงการได้มากขึ้นด้วย

“เป็นการเพิ่มมูลค่าที่ดินของการเคหะฯไปในตัว ขณะเดียวกันสามารถระดมเงินทุนพัฒนาโครงการได้เร็วขึ้น ได้เม็ดเงินมากขึ้น เชื่อว่าการมีชื่อของการเคหะฯ เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทร่วมทุน จะเป็นจุดเด่นในการพิจารณาปล่อยกู้จากสถาบันการเงิน” ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติกล่าว