ม.สวนดุสิต ผนึก 5 มหาวิทยาลัย-วช.-ท้องถิ่นน่าน เปิดตัว AI เตือนภัยน้ำท่วมอัจฉริยะ รับมือวิกฤต Climate Change

19.06.26 | 17:15 น.

มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จับมือ 5 มหาลัย ผนึกกำลังร่วมกับ ‘วช.’ เทศบาลเมืองน่าน-ดู่ใต้’ กางโรดแมปสู้ภัยพิบัติ ผุด AI อัจฉริยะไม่พึ่งเน็ต ฟื้นฟูเศรษฐกิจน่านหลังบทเรียนวิกฤต ‘พายุวิภา’ จมเมืองรอบศตวรรษ

น่าน – มหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำทัพพันธมิตร 5 สถาบันอุดมศึกษา ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จับมือสองท้องถิ่น “เทศบาลเมืองน่าน” และ “ตำบลดู่ใต้” ลงพื้นที่เอ็กซเรย์จุดเสี่ยงริมน้ำน่าน เปิดตัวนวัตกรรมพลิกโลก “ระบบเตือนภัยน้ำท่วมอัจฉริยะผ่านดาวเทียมแบบไม่พึ่งอินเทอร์เน็ต” หวังลบฝันร้าย “พายุวิภา” ทุบสถิติรอบ 100 ปี พร้อมเซฟตี้โซนเศรษฐกิจและชุมชนเมืองน่านรับมือหน้าฝนปี 2569 อย่างยั่งยืน

วันที่ 13 – 14 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา คณะผู้วิจัยนำโดย รศ.ดร.พรรณี สวนเพลง หัวหน้าโครงการวิจัย “การพัฒนาระบบเตือนภัยน้ำท่วมอัจฉริยะและแผนรับมือภัยพิบัติแบบมีส่วนร่วมฯ” (รหัสโครงการ N21B(WT)690014) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารท้องถิ่น นำโดย นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน และ นายสุรวัฒน์ เลิศชัยพิทักษ์ นายกเทศมนตรีตำบลดู่ใต้ ร่วมกับทีมคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจากหลากสถาบัน ลงพื้นที่สำรวจจุดติดตั้งเซนเซอร์ ระบบระบายน้ำ และประเมินจุดเสี่ยงน้ำท่วมในเขตเศรษฐกิจและชุมชนลุ่มต่ำริมน้ำน่าน

เปิดแผลใจ ‘พายุวิภา 2568’ วิกฤต Climate Change กวาดเศรษฐกิจน่านปีละ 200 ล้าน การเคลื่อนไหวของภาควิชาการครั้งนี้ ถือเป็นการตอบสนองต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่นับวันจะรุนแรงและถี่ขึ้น โดยย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2568 อิทธิพลของพายุโซนร้อน “วิภา” ได้สร้างปรากฏการณ์ฝนตกหนัก ส่งผลให้จังหวัดน่านเกิดอุทกภัยครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 60-100 ปี เมืองทั้งเมืองจมบาดาลสูงกว่า 1 เมตร ทิ้งมูลค่าความเสียหายทางตรงไว้สูงถึง 150-230 ล้านบาทต่อปี จากการลงพื้นที่เจาะลึกปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก พบช่องว่างสำคัญของระบบเตือนภัยเดิม:
• เขตเทศบาลเมืองน่าน: เมืองเก่าและศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เผชิญน้ำท่วมขังปีละ 2–4 ครั้ง ครั้งละ 2–10 วัน ร้านค้า โรงแรม ได้รับความเสียหายยับเยินเฉลี่ย 100–150 ล้านบาท/ปี เนื่องจากระบบเดิมเตือนล่วงหน้าได้เพียง 2–6 ชั่วโมง ซึ่งน้อยเกินไปสำหรับการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินหนีน้ำ
• พื้นที่ตำบลดู่ใต้: ชุมชนเกษตรกรรมลุ่มต่ำรอยต่อเมืองน่าน ถูกน้ำล้นตลิ่งกลืนพื้นที่ทำกินไปถึง 52% (ราว 13,000 ไร่) นาข้าวและพืชไร่เสียหายสิ้นเชิง เกษตรกรสูญรายได้เกือบครึ่งนานนับปี คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 50–80 ล้านบาท/ปี ซ้ำร้ายยังขาดแคลนระบบแจ้งเตือนภัยที่ทันท่วงที

Advertisement

ผนึกกำลัง 5 มหาวิทยาลัย ชูนวัตกรรม 4R: พยากรณ์ล่วงหน้า 12 ชม. แม่นยำ 92% แม้ไร้สัญญาณเน็ต
รศ.ดร.พรรณี สวนเพลง เปิดเผยว่า ความท้าทายนี้ทำให้มหาวิทยาลัยสวนดุสิตร่วมกับ 5 มหาวิทยาลัยพันธมิตร พัฒนาระบบเพื่อปิดจุดอ่อนในอดีตที่เวลาเกิดภัยพิบัติ มักเกิดปัญหาสัญญาณอินเทอร์เน็ตล่มจนใช้งานไม่ได้ โดยการนำเทคโนโลยีระดับสูงเข้ามาจัดการภายใต้กรอบ 4R (Reduction-Readiness-Response-Recovery) บูรณาการ 3 นวัตกรรมหลัก:

“ไฮไลต์สำคัญคือการติดตั้งระบบเตือนภัยเรียลไทม์ขั้นสูง (SCADA+C2+ดาวเทียม LEO + AI/IoT) เชื่อมโยงระบบ FloodBoy พยากรณ์ล่วงหน้าได้แม่นยำสูงถึง 92% และแจ้งเตือนล่วงหน้าได้ยาวนานถึง 6–12 ชั่วโมง โดยทำงานบนโครงข่ายดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) ทำให้ระบบยังคงส่งข้อมูลเตือนภัยได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์แม้ระบบสื่อสารพื้นฐานในพื้นที่ชำรุดหรือไม่มีอินเทอร์เน็ต”

คณะผู้วิจัยระบุว่า นอกจากระบบไอทีอัจฉริยะแล้ว โครงการยังขับเคลื่อน “นวัตกรรมทางสังคม” และ “กระบวนการ” ไปพร้อมกัน อาทิ “ชุดถุงยังชีพวิกฤต 15 วัน” การจัดตั้งทีมกู้ภัยชุมชน (CERT) การเยียวยาสุขภาพจิต (PTSด) ของผู้ประสบภัย และกระบวนการฟื้นฟูเยียวยาหลังน้ำลดแบบ Build Back Better ที่จะช่วยดึงให้เศรษฐกิจและอาชีพของชาวน่านฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติได้เร็วขึ้นจากเดิม 6-12 เดือน ให้เหลือเพียง 3-6 เดือนเท่านั้น

ปักหมุดแผนปี 69: ดันเมืองน่านสู่โมเดล “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง” ระดับชาติ
แผนการดำเนินงานในพื้นที่น่านถูกเซ็ตไว้อย่างเป็นระบบ โดยระยะแรก (เดือน 1–6) จะเป็นการติดตั้งและทดสอบระบบ พร้อมฝึกซ้อมแผนอพยพร่วมกับชุมชนก่อนฤดูฝนปี 2569 และระยะที่ 2 (เดือน 7–12) จะขยายผลไปสู่ชุมชนใกล้เคียง พร้อมอัปเกรดความแม่นยำของ AI ให้สูงถึง 95% โดยมีโมเดลการบำรุงรักษาเชิงป้องกันทุกๆ 3 เดือน

ทั้งนี้ คาดว่าโครงการจะเซฟเม็ดเงินทางเศรษฐกิจให้เมืองน่านได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 100 ล้านบาท และกระตุ้นรายได้จากการท่องเที่ยวรวมถึงผลิตภัณฑ์ชุมชนให้ฟื้นตัวไวขึ้น 3–5 ล้านบาท/ปี โดยเมื่อสิ้นสุดโครงการ จะมีการลงนาม MOU 3 ฉบับ เพื่อส่งมอบระบบให้ ปภ.จังหวัดน่าน และเทศบาล/อบต. เป็นผู้ดูแลต่อ โดยมีศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (CCDC) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สนับสนุนทางเทคนิค

ความร่วมมือครั้งใหญ่ระหว่าง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต, 5 มหาวิทยาลัย, วช. และผู้บริหารท้องถิ่นเมืองน่านในครั้งนี้ ถือเป็นมิติใหม่ของงานวิจัยที่กินได้จริง ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ ววน. เรื่อง “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง” และพร้อมที่จะเป็น “น่านโมเดล” เพื่อขยายผลแนวนโยบายสู้ภัยพิบัติไปยังอีก 10 จังหวัดเสี่ยงภัยทั่วประเทศอย่างยั่งยืน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ รองศาสตราจารย์ ดร.พรรณี สวนเพลง อาจารย์ปรจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ ผู้อำนวยการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญทางด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เลขที่ 295 ถนนราชสีมา แขวงดุสิต เขตดุสิต กทม. 10300 เลขานุการโครงการ ดร.นวนันทน์ ศรีสุขใส โทรศัพท์ 080-228-2290 / 02-244-5972 เว็บไซต์ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญทางด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร มหาวิทยาลัยสวนดุสิต https://hubgastro.com/

#สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ #วช #มหาวิทยาลัยสวนดุสิต #GastronomyTourism #HubOfTalent #วิจัยและนวัตกรรม #ผลงานเด่นสวนดุสิต #สวนดุสิตปีที่2 #SoftPower