จากห้องทดลองสู่ขุนเขา ภารกิจฟื้นป่าบนที่ราบสูงทิเบต

28.06.26 | 08:50 น.

นักวิจัยกำลังทำการทดลอง (ภาพ: People’s Daily)

ในหุบเขาแม่น้ำลาซาช่วงฤดูร้อน ลมเย็นพัดกลิ่นพืชพรรณผ่านหมู่บ้านซางต๋า บนพื้นที่สูงราว 3,650 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ป่าไม้เขตปกครองตนเองทิเบต (ซีจ้าง) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน แปลงเพาะชำเต็มไปด้วยกล้าไม้สีเขียวอ่อนที่กำลังเจริญเติบโต

นักวิจัย หวัง อวี้ถิง ก้มลงลูบกล้าไม้เล็กที่ยังสูงไม่ถึง 5 เซนติเมตร “นี่คือต้นจูนิเปอร์ทิเบต (Tibetan Juniper) ปลูกตั้งแต่ปี 2024” เธอกล่าว พร้อมย้ำว่านี่คือผลลัพธ์จากความพยายามหลายปี “หลายคนคิดว่าการปลูกต้นไม้ก็แค่ขุดหลุมปลูกแล้วก็จบ แต่ในทิเบตมันยากมาก”

สภาพอากาศหนาวจัด ออกซิเจนต่ำ รังสียูวีแรง และดินตื้นขาดสารอาหาร ทำให้ไม้ต่างถิ่นแทบไม่รอด แม้กล้าไม้ในโรงเรือนจะดูแข็งแรง แต่เมื่อนำลงปลูกบนภูเขามักตาย นักวิจัยจึงเห็นตรงกันว่า “ไม้ท้องถิ่น” คือคำตอบของการฟื้นฟูป่าในทิเบต

อย่างไรก็ตาม เส้นทางนี้ไม่ง่าย ไม้ท้องถิ่นอย่างจูนิเปอร์ทิเบต และสนทิเบต มีปัญหาการปักชำไม่ออกราก การขยายพันธุ์โดยการปักชำแบบดั้งเดิมมีอัตราการรอดชีวิตต่ำกว่า 20%  ทำให้ใช้ปลูกป่าได้จำกัด

Advertisement

ทีมวิจัยจึงร่วมกับมหาวิทยาลัย ทดลองปรับวัสดุเพาะชำและระบบพ่นหมอก จนสามารถเพิ่มอัตรารอดและเปิดทางสู่การขยายพันธุ์ได้สำเร็จ

ภูเขาโล่งเตียนในอดีต (ภาพ: Danzengluobu)

ภูเขาเขียวชอุ่มในปัจจุบัน (ภาพ: Danzengluobu)

ต่อจากนั้นคือกระบวนการ “ฝึกให้ปรับตัว” จากห้องแล็บ โรงเรือน แปลงพรางแสง ไปจนถึงแปลงกลางแจ้ง ใช้เวลาบางต้นนานถึง 5-6 ปี ก่อนจะพร้อมปลูกจริงบนภูเขา

ความสำเร็จดังกล่าวนำไปสู่การจัดทำมาตรฐานท้องถิ่น 5 ฉบับ เพื่อใช้เป็นต้นแบบการฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่สูง

ขณะเดียวกัน โครงการยังสร้างรายได้ให้ชุมชน ชาวบ้านหมู่บ้านซางต๋าหลายคนทำงานในโครงการปลูกป่า จากคนไม่รู้เรื่องพันธุ์ไม้ กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ “ได้งานใกล้บ้าน เห็นภูเขาเขียวขึ้น ก็รู้สึกอุ่นใจ” หนึ่งในชาวบ้านกล่าว

จากพื้นที่แห้งแล้งสู่ภูเขาเขียวชอุ่ม เทคโนโลยีทำให้ “ต้นไม้บนที่ราบสูง” กลายเป็นความหวังของผู้คน

เพื่อเก็บรักษาทรัพยากร สถาบันยังจัดตั้งธนาคารพันธุกรรมไม้ท้องถิ่น เก็บตัวอย่างพืชหายากกว่าร้อยชนิด พร้อมฐานข้อมูลดิจิทัลเพื่อใช้ในการปลูกป่าเชิงวิทยาศาสตร์

ชาวบ้านซางต๋าเรียนรู้เทคนิคเพาะกล้า เพิ่มรายได้  (ภาพ: People’s Daily)

 

ที่มา People’s Daily