สสส.-IHPP Foundation “เปิดผลศึกษาภาระโรค ปี 65” ชี้ทางฟื้นระบบสุขภาพ ลดภาระงบประมาณ

15.07.26 | 15:14 น.

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 14 ก.ค. 2569 ที่โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP Foundation) จัดประชุมวิชาการภาระโรคจากปัจจัยเสี่ยงของประเทศไทย ปี 2569 ภายใต้หัวข้อ “มองอนาคตสุขภาพคนไทยผ่านข้อมูลภาระโรคและปัจจัยเสี่ยง” เพื่อสะท้อนข้อมูลสุขภาพคนไทย และนำเสนอแนวทางการลดการสูญเสียปีสุขภาวะจากปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส. ร่วมกับ IHPP Foundation พัฒนาโครงการเสริมสร้างศักยภาพการศึกษาดัชนีภาระโรคแห่งประเทศไทย เพื่อศึกษาภาระโรคของประชากรในระดับประเทศ และส่งเสริมให้หน่วยงานด้านนโยบายสุขภาพนำข้อมูลไปใช้ขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพ โดยรายงานผลการศึกษาภาระโรคและปัจจัยเสี่ยงของประชากรไทย พ.ศ. 2565 พบว่า ไทยต้องสูญเสียปีสุขภาวะหรือปีสุขภาพดี 20 ล้านปีสุขภาวะ (DALYs) โดยโรคไม่ติดต่อ (NCDs) เป็นสาเหตุหลักที่พรากปีสุขภาวะของคนไทยไปมากที่สุด ซึ่งการแก้ปัญหาคนไทยป่วยโรค NCDs จำเป็นต้องบูรณาการการทำงานที่ไร้รอยต่อของภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม วิชาการ ท้องถิ่น และชุมชน

นางสาวกุลธิดา ราษฎร์ศิริ ผู้แทนคณะวิจัย มูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ กล่าวว่า ผลการศึกษาภาระโรคฯ พ.ศ. 2565 พบคนไทยสูญเสียปีสุขภาพดีจากภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนสูงเป็นอันดับ 1 หรือคิดเป็น 12.2% ของการสูญเสียปีสุขภาวะทั้งหมด รองลงมา คือ โรคความดันโลหิตสูง และระดับน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งปัจจัยเสี่ยงด้านเมตาบอลิกเกิดจากพฤติกรรมสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เช่น บริโภคอาหารที่ไม่เพียงพอหรือมากเกินไป สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และไม่ออกกำลังกาย

ศ.นพ.วิชัย เอกพลากร คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทย 55% มีพฤติกรรมการออกแรงกายที่ไม่เพียงพอ หรือต่ำกว่า 150 นาทีต่อสัปดาห์ ด้านพฤติกรรมการบริโภคอาหาร มีคนไทยเพียง 17% ที่กินผักและผลไม้เพียงพอ ส่งผลให้คนไทย 45% ต้องเผชิญกับภาวะน้ำหนักตัวเกิน อ้วน และไขมันในเลือดสูง

พญ.ลลิตยา กองคำ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า จากสถิติการเข้ามารับบริการของประชาชนสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทอง พบ 80% ของผู้เข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยกลุ่มโรค NCDs และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2568 พบว่า มีการชดเชยให้กับบริการกลุ่มโรค NCDs 150,000 ล้านบาท ดังนั้น เพื่อรับมือภาระโรค NCDs ในปี 2570 สปสช. จึงกำหนดนโยบายสนับสนุนงบค่าบริการผู้ป่วยนอก การสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค งบควบคุมรักษาโรคเรื้อรังให้กับหน่วยบริการปฐมภูมิที่มีศักยภาพ

Advertisement

ศ.พญ.สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) กล่าวว่า การควบคุมการบริโภคยาสูบในประเทศ เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยโรค NCDs หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านนโยบายจะต้องเร่งดำเนินมาตรการที่สำคัญ 3 ด้าน 1.คงกฎหมายห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า 2.เพิ่มนโยบาย Nicotine-Free Generation 3.ส่งเสริมการดำเนินการตามพันธกรณีที่ให้สัตยาบันกับองค์การอนามัยโลก (WHO) เช่น การปรับภาษียาสูบเป็นอัตราเดียว ปรับภาษียาเส้นให้ใกล้เคียงกับภาษีบุหรี่มวน ห้ามใช้บุหรี่เมนทอล จะสามารถลดคนสูบได้ 230,000 คน ออกกฎหมายควบคุมการใช้สื่อโซเชียลในเด็ก และเร่งรัดสร้างแนวปฏิบัติป้องกันการแทรกแซงนโยบายสาธารณะจากอุตสาหกรรมยาสูบ

รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) กล่าวว่า ในอนาคตการควบคุมแอลกอฮอล์จะมีความซับซ้อนมากขึ้น สาเหตุจากการตลาดดิจิทัลและการซื้อผ่านอีคอมเมิร์ซ ทำให้การตรวจสอบอายุผู้ซื้อและเวลาจำหน่ายทำได้ยาก ไทยจึงควรใช้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ขับเคลื่อนนโยบาย 3 ด้าน 1.”ทันเกมสื่อ” ควบคุมโฆษณาแฝง ตราเสมือน อินฟลูเอนเซอร์ และการตลาดดิจิทัล โดยเฉพาะเนื้อหาที่เข้าถึงเด็กและเยาวชน 2.”คุมทุกทางซื้อ” กำกับอีคอมเมิร์ซและบริการส่งถึงบ้านให้ยืนยันอายุ ควบคุมเวลาขาย และตรวจสอบย้อนหลังได้ 3.”เศรษฐกิจไม่แลกสุขภาพ” กำหนดให้นโยบายขยายวัน เวลา หรือสถานที่ขาย ต้องประเมินรายได้ควบคู่กับต้นทุนจากอุบัติเหตุ การเจ็บป่วย และการเสียชีวิต

ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวสรุปว่า การแก้ปัญหาโรค NCDs ทุกหน่วยงานต้องร่วมกันขับเคลื่อนมาตรการ 4 ลด 1.ลดการใช้ยาสูบ ขึ้นภาษีและราคายาสูบ บังคับใช้กฎหมายห้ามโฆษณา และสนับสนุนการเลิกบุหรี่ระดับประชากร 2.ลดการใช้สุราในระดับที่เป็นอันตราย ขึ้นภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บังคับใช้กฎหมายห้ามโฆษณาหรือจำกัดการโฆษณาผ่านสื่อ และออกกฎหมายจำกัดการเข้าถึงสินค้าแอลกอฮอล์ในร้านขายปลีก 3.ลดอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ กำหนดให้มีฉลากคำเตือนเป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลโภชนาการ และขับเคลื่อนนโยบายที่ป้องกันเด็กจากผลทางลบของการตลาดของอาหารและเครื่องดื่ม 4.ลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง รณรงค์อย่างต่อเนื่องในระดับประชากร เพื่อส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกาย