สำหรับบริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IFEC ปัจจุบันถึงเวลา ที่ต้องเดินหน้าเข้าสู่โหมดการสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ
โดยนายแพทย์วิชัย ถาวรวัฒนยงค์ ประธานกรรมการ บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขอแสดงความยินดี กับผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับบริษัททุกภาคส่วน หลังจากที่กรรมการทุกท่านมีข้อตกลงร่วมกันว่า จะมุ่งมั่นพัฒนาบริษัทอย่างเต็มที่ เพื่อจะนำพาไอเฟคสู่ความเป็นผู้นำในธุริจพลังงานทดแทนครบวงจร โดยไม่ได้มีข้อจำกัดในการขยายธุรกิจอยู่เฉพาะในประเทศไทย แต่ไอเฟควางแผนและเตรียมก้าวสู่บริษัทชั้นนำด้านพลังงานทดแทนในอาเซียน
สำหรับในยุคปัจจุบันนี้ คนทั่วโลกต่างรับรู้ว่า พลังงานทดแทน หรือพลังงานสีเขียว เริ่มเป็นที่ต้องการของตลาดโลก เนื่องจากทุกประเทศต่างให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม จึงสนับสนุนให้เกิดพลังงานสีเขียว ดังนั้นจึงถือเป็นโอกาสทองทางธุรกิจของไอเฟค
“ไอเฟค เห็นโอกาสทองในการสร้างรายได้มหาศาลจากธุรกิจพลังงานสีเขียว จึงเร่งพัฒนาธุรกิจพลังงานทดแทน เพื่อสร้างรายได้ให้บริษัท เป้าหมายเพื่อนำไอเฟคเติบโตอย่างยั่งยืน”
ดังนั้น ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไอเฟค ได้รุกมองหาโครงการใหม่ๆ ควบคู่ไปกับการหารือกับพันธมิตรต่างประเทศหลายแห่ง ได้แก่ จีน เกาหลี ออสเตรเลีย
นอกจากนี้ ไอเฟค ยังได้วางวิชั่นระยะกลาง และระยะยาว เข้าสู่ยุค 4.0 หรือเรียกว่า “พลังงาน 4.0”นั่นหมายถึงยุคที่พลังงานจะผสานเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ และสอดคล้องกับแน้วโน้มพัฒนาเมืองอัฉริยะ (Smart City) ที่ทุกประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย กำลังมุ่งมั่นพัฒนาอยู่ในขณะนี้
ทั้งนี้แนวคิดเมืองอัฉริยะ คือการผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่ เข้ากับสิ่งที่จำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตของชาวเมือง ซึ่งประกอบดไปด้วย การสื่อสาร การเดินทาง ที่อยู่อาศัย พลังงาน และอื่นๆ บนฐานที่ต้องอนุรักษณ์สิ่งแวดล้อม
“ขณะนี้หลายประเทศที่ดำเนินการเมืองอัฉริยะแล้ว เช่น อังกฤษ ที่เมืองเซาท์แธมป์ตัน เมืองสต็อกโฮม เยอรมันนี เป็นต้น ส่วนประเทศไทยรัฐบาลวางแผนดำเนินการเมืองอัฉริยะ ที่ เชียงใหม่ และภูเก็ต”
สำหรับแนวทางดังกล่าว ถือว่า ไอเฟค มีความพร้อมที่จะเข้าสู่ธุรกิจอุตสาหกรรม ที่รองรับ Smart City โดยปัจจุบันได้เริ่มวางแผนเข้าสู่โครงการ Smart Grid ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัฉริยะ ซึ่งเป็นการปรับความสมดุลย์การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเกิดการสูญเสียพลังงานน้อยที่สุด โดยเป็นการเข้าสู่ธุรกิจมิเตอร์อัฉริยะ ทั้งมิเตอร์ไฟฟ้า มิเตอร์น้ำประปา เป็นต้น
“อนาคตประเทศไทยจะใช้พลังงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตัวอย่างเช่น รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำลังให้การสนับสนุน ดังนั้นหน่วยธุรกิจที่จะมารองรับความต้องกาดังกล่าวรนี้ จะเติบโตขึ้นอีกมาก นี่คือวิชั่นของไอเฟค”
นอกจากธุรกิจ Smart City ที่ไอเฟคจะให้ความสำคัญ และมุ่งมั่นดำเนินการแล้ว ไอเฟค ยังเดินหน้า“แผนธุรกิจพลังงานทดแทนครบวงจร” โดยคณะกรรมการไอเฟค มีวิสัยทัศน์มุ่งไปสู่ความเป็น “ผู้นำอาเซียน”
ดังนั้น ไอเฟค ได้มองเห็นลู่ทาง การมุ่งไปสู่ธุรกิจ สมาร์ททรานสมิชชั่นไลน์ ซึ่งเป็นระบบส่งกระแสไฟฟ้า ต้องอาศัยระบบแรงส่งที่สูง โดยจะทำการส่งกระแสไฟฟ้าไปเป็นทอดๆ ด้วยระบบสมาร์ทสับสเตชั่น หรือระบบการโยกกระแสไฟฟ้า ซึ่งเป็นระบบการส่งกระแสไฟที่ประหยัด และสามารถสร้างรายได้ให้แก่ไอเฟคได้
ดังนั้นถ้าวันนี้ มีการวางระบบที่ดี จะทำให้สามารถส่งกระแสไฟฟ้าไปยังพม่า ไปยูนาน กลับมาเมืองไทย หรือแม้กระทั่งจะส่งลงไปมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซียได้
โดย ไอเฟค มองว่า ประเทศไทยอยู่ตรงกลางของผืนแผ่นดินทั้งหมด ดังนั้นประเทศไทยควรเป็นเซ็นเตอร์ในการโยกไฟ ฟ้า ซึ่งธุรกิจในส่วนนี้ ไอเฟค มองเห็นโอกาส แม้ในประเทศไทยขณะนี้มีรันไฟเบอร์อยู่ 4 เจ้า ได้แก่ กสท โทรคมนาคม (CAT)บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) บริษัท ทีทีแอนด์ที จำกัด (มหาชน) และพีอีเอ ซึ่งทำอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ทำซอฟท์แวร์ ขณะที่ ไอเฟคทำซอฟท์แวร์ และดำเนินการบริหารจัดการในส่วนนี้ได้
“โครงการสมาร์ทกริด ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเมืองไทย เชื่อว่าจะจะทำให้เกิดการแข่งขันแย่งชิงตลาดกันรุนแรงแน่นอน ซึ่งโครงการสมาร์ทกริด กำลังจะเกิดขึ้นที่พัทยาเร็วๆ นี้ สำหรับโครงการนี้มีมาเกือบ 7 ปีแล้ว แต่ไม่เกิด เนื่องจากเปิดประมูลสมาร์ทมิเตอร์ และสมาร์ทสับสเตชั่น แล้ว แต่ตรงกลางหายไปไหน หรือตัวโยกไฟไม่มี เนื่องจากไม่มีใครเข้าใจ หรือไม่มีใครรู้ว่า”
ขณะที่ ธุรกิจของโซล่าร์ฟาร์ม ก็เป็นอีกโอกาสหนึ่งที่ไอเฟค ก็ให้ความสำคัญเช่นกัน เนื่องจากการซื้อโซล่าร์ฟาร์มก็คือการซื้อ PPA หรือการซื้อใบสัมปทานซึ่งดีกว่า เพราะกว่าจะได้ใบอนุญาตมาใช้ระยะเวลานาน แต่ถ้าซื้อที่มีพรีเมี่ยมเล็กน้อย จะทำให้เกิดกระแสเงินสด เพราะถ้าซื้อมาระดับหนึ่ง หลังจากนั้น จึงไปขอใบสัมปทาน ซึ่งจะได้ผลที่ดีกว่านอกจากนี้ เรื่องพลังงานสีเขียวในอนาคตจะกลายเป็นโซลูชั่น
ทั้งนี้กระทรวงพลังงาน เปิดประมูลซื้อพลังงานทดแทน 1,000 เมกะวัตต์ เมื่อเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2560 ซึ่งการเปิดประมูลไฮบริด จะเป็นการตอบโจทย์เรื่องโซลูชั่นว่า จะทำอย่างไรให้มีการจัดการพลังงานเป็นระบบ และสามารถนำมาผสมผสานกันเพื่อทำให้พลังงานเสถียร ซึ่งถือว่าในอนาคตเป็นธุรกิจที่มีโอกาสอีกมาก
“ดังนี้ภาระหนี้สินที่ไอเฟคมีอยู่ขณะนี้ หากมีการจัดการที่ดี และสามารถสร้างเครดิตไอเฟคกลับคืนมาได้ ก็จะสะท้อนผลบวกกลับมาที่ธุรกิจของไอเฟค ซึ่งไอเฟคควรเจาะธุรกิจด้านพลังงานสีเขียวที่ทำมาอยู่และเดินมาถูกทางแล้ว โดยเราทำให้เครดิตเทิร์นอะราวด์ แล้วก็จะทำให้ธุรกิจเทิร์นอะราวด์”

