PTG ปลูกแนวคิด ESG ต้นกาแฟเชื่อมป่า คน และชุมชน ตอกย้ำแนวคิดธุรกิจยั่งยืนของ PTG ผ่านต้นกล้ากาแฟ 16,000 ต้นบนดอยแบแล

31.07.26 | 14:48 น.

สำหรับคนส่วนใหญ่ กาแฟอาจเป็นเพียงเครื่องดื่มที่ช่วยปลุกให้เช้าวันใหม่สดชื่นขึ้น แต่ที่สถานีพัฒนาเกษตรที่สูงตามพระราชดำริดอยแบแล อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ กาแฟหนึ่งต้นมีความหมายมากกว่านั้น มันคืออาชีพของครอบครัว คือเหตุผลที่ผืนป่ายังคงได้รับการดูแล และคือความหวังที่ทำให้คนรุ่นใหม่ ไม่จำเป็นต้องละทิ้งบ้านเกิดเพื่อออกไปแสวงหา โอกาสที่อื่น นั่นหมายความว่า ยิ่งป่าสมบูรณ์ กาแฟก็ยิ่งเติบโต เมื่อกาแฟสร้างรายได้ ชุมชนก็ยิ่งมีเหตุผล ที่จะรักษาผืนป่า ความสัมพันธ์เช่นนี้ทำให้กาแฟไม่ได้เป็นเพียงพืชเศรษฐกิจ หากกลายเป็นจุดเชื่อมระหว่าง ‘คน ป่า และเศรษฐกิจชุมชน’ ที่ต่างเกื้อกูลกันอย่างยั่งยืน

PTG และ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด ดำเนินธุรกิจด้วยแนวคิด ESG (Environment, Social, Governance) มาอย่างต่อเนื่อง และเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง การพัฒนาดอยแบแล ผ่านโครงการ ‘Village to the World Season 5’ โดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพราะองค์กรเชื่อว่าความยั่งยืน ไม่ใช่การแก้ปัญหาเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ต้องมองเห็นความเชื่อมโยง ของทุกปัญหาไปพร้อมกัน และยังนำประสบการณ์ไปส่งเสริมการปลูกกาแฟ อาราบิก้าบนดอยสูง เพื่อน้อมสืบสานพระราชปณิธาน ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้านการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนบนพื้นที่สูง จนเกิดเป็นต้นแบบของการพัฒนาที่ธรรมชาติ และผู้คนให้เติบโตไปพร้อมกัน

คุณธีรพันธ์ ดิษยบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารกลุ่มบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG กล่าวว่า “ปัญหาบนพื้นที่สูงไม่ว่าจะเป็นการบุกรุกป่า อาชีพที่ไม่มั่นคง หรือฝุ่นจากการเผา ล้วนเกี่ยวข้องกันทั้งหมด และกาแฟอาราบิก้าซึ่งเติบโตใต้ร่มเงาของไม้ใหญ่ คือ ‘เครื่องมือ’ ที่จะช่วยแก้หลาย ๆ ปัญหาพร้อมกันได้ เพราะเมื่อป่า คือเงื่อนไขสำคัญของการปลูกกาแฟ ชุมชนก็มีแรงจูงใจในการดูแลผืนป่า ขณะเดียวกันก็สร้างรายได้จากกาแฟแทนการทำเกษตรเชิงเดี่ยว”

PTG มองเห็นโอกาสที่จะนำความแข็งแรงของธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทย ซึ่งอยู่ในระบบนิเวศธุรกิจขององค์กร เข้ามาต่อยอดผลผลิตจากต้นน้ำ เชื่อมโยงเกษตรกรกับตลาด และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตของชุมชน เพื่อให้การอนุรักษ์ธรรมชาติเดินหน้าไปพร้อมกับการพัฒนาเศรษฐกิจได้จริง ๆ

Advertisement

แต่การพัฒนาที่ดอยแบแลไม่ได้หยุดอยู่เพียงการสร้างอาชีพ ที่ผ่านมา PTG และกาแฟพันธุ์ไทย ดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกกาแฟ ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ (Shade-grown Coffee) ครอบคลุมพื้นที่ว่า 10,000 ไร่ ในเชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ได้สนับสนุนต้นกล้ากาแฟอาราบิก้า กว่า 16,000 ต้น บนพื้นที่กว่า 40 ไร่ มอบแก่เกษตรกร 24 ครัวเรือน พร้อมรับซื้อ เมล็ดกาแฟในราคาที่เป็นธรรม (Fair Trade) “ทุกต้นกล้าที่พวกเราส่งมอบ ไม่ใช่แค่การเพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่มันกำลัง ‘ส่งต่อความหวัง’ และ ‘เติมเต็มความฝัน’ ให้พี่น้องเกษตรกรบนดอย “ผมอยากเห็นเขามีอาชีพยั่งยืนในบ้านเกิด มีรายได้มั่นคง และส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้ลูกหลาน โดยไม่ต้องทิ้งถิ่นฐาน ไปหางานในเมืองใหญ่หรือต่างประเทศ เมื่อครอบครัวอยู่พร้อมหน้ากัน ชุมชนบนพื้นที่สูงก็กลับมาอบอุ่นและเข้มแข็งอีกครั้ง” คุณธีรพันธ์ กล่าวถึงความตั้งใจของโครงการ

เมื่ออาชีพของพี่น้องเกษตรกรเริ่มมั่นคง จึงเกิดอีกหนึ่งคำถามว่า จะทำอย่างไรให้คุณค่าของดอยแบแลเดินทางไปไกลกว่าผลผลิตในไร่กาแฟ คำตอบคือ การท่องเที่ยวจึงเกิด ‘เส้นทางท่องเที่ยวดอยอมก๋อย’ ภายใต้แนวคิด ESG Tourism เส้นทางท่องเที่ยวที่มากกว่าการเปิดพื้นที่ให้นักเดินทางมาเพื่อชิมกาแฟ แต่ชวนมาทำความรู้จักวิถีชีวิตของชุมชน เรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับผืนป่า และเข้าใจว่ากาแฟหนึ่งแก้วมีเรื่องราวของผู้คนซ่อนอยู่มากมาย ซึ่งรายได้จากการท่องเที่ยวจะหมุนเวียนกลับสู่ชุมชน ควบคู่กับสร้างแรงจูงใจในการอนุรักษ์ป่าและลดมลพิษทางอากาศ ซึ่งทั้งหมดนี้สอดคล้องกับเป้าหมายสูงสุดของกลุ่ม PTG ที่อยากเห็นคนไทยทุกคน ‘อยู่ดีมีสุข’

PTG ยังเปิดโอกาสให้สมาชิก Max Card เข้ามาเป็น ‘เจ้าของโครงการร่วมกัน’ เพราะเชื่อว่าความยั่งยืนไม่ควรเป็นเรื่องขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง “ผมเชื่อว่าถ้าทุกคนช่วยกันคนละไม้คนละมือ มันจะไปได้ไกลและเร็วกว่า ผมเปิดโอกาสให้สมาชิก Max Card ร่วมสนับสนุนเกษตรกรไทยบนพื้นที่สูง ผ่านการมีส่วนร่วมในชีวิตประจำวัน โดยกาแฟทุกแก้วที่เขาดื่ม จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเติมความฝันให้พี่น้องบนดอย” คุณธีรพันธ์กล่าว

คุณธีรพันธ์ ยังได้ให้นิยามของ ‘ความยั่งยืน’ ไว้ว่า “สำหรับผม ความยั่งยืนคือการที่ชุมชนยืนหยัดได้ด้วยตนเอง เราไม่ได้อยากเป็นผู้ให้ไปตลอด แต่อยากสร้างโอกาสและส่งต่อองค์ความรู้ ให้ชุมชนมีอาชีพ ดูแลทรัพยากรของตนเอง และนำสิ่งที่มีอยู่ไปต่อยอดให้เกิดคุณค่า “หากวันหนึ่ง ดอยแบแลสามารถเติบโตจากสิ่งที่ตัวเองมี และพาเรื่องราวของชุมชนเล็ก ๆ เดินทางไปถึงผู้คนทั่วโลกได้ นั่นคือความหมายของคำว่า ‘Village to the World’ และอาจเป็นนิยามของความยั่งยืนที่เรียบง่ายที่สุด”