เอฟอีทีซี ร่วมพัฒนาสังคมไทยยั่งยืน ก้าวเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ เพื่ออนาคตที่ดีกว่า
บริษัท เอฟอีทีซี อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด (FETC International (Thailand) Co., Ltd. หรือ FETCi Thailand) ผู้นำด้านระบบจัดเก็บค่าผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Toll Collection: ETC) และโซลูชันการคมนาคมอัจฉริยะ เดินหน้าสานต่อพันธกิจในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “Sustainable FETCi, Sustainable Thailand” ด้วยการผสานนวัตกรรมด้านคมนาคมเข้ากับการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Environmental, Social and Governance: ESG)
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม เคนนี่ เฉิน กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยพนักงานบริษัทฯ ได้เข้าร่วมกิจกรรม “เวียนเทียนด้วยต้นไม้” เนื่องในวันอาสาฬหบูชา ที่วัดไผ่ตัน ซึ่งจัดขึ้นโดย สำนักงานเขตพญาไท ร่วมกับ วัดไผ่ตัน ภายใต้โครงการ “ทำบุญวิถีใหม่ เวียนเทียนด้วยต้นไม้ ลดฝุ่น” การเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ บริษัท เอฟอีทีซี อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ในการเรียนรู้และมีส่วนร่วมกับวัฒนธรรมไทยเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของบริษัทว่า “ความยั่งยืนเริ่มต้นจากการลงมือทำในสิ่งเล็กๆ” เพราะทุกการกระทำ แม้เพียงเล็กน้อย ก็สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ในระยะยาว

โครงการ “เวียนเทียนด้วยต้นไม้” เป็นแนวคิดการทำบุญรูปแบบใหม่ที่รณรงค์ให้ประชาชนใช้กล้าไม้แทนช่อดอกไม้ และงดการจุดธูป–เทียน เพื่อลดการปล่อยมลพิษทางอากาศ ลดปัญหาฝุ่น PM2.5 และลดปริมาณขยะจากวัสดุที่ใช้เพียงครั้งเดียว ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี กล้าไม้สามารถนำไปปลูกต่อที่บ้าน วัด หรือพื้นที่สาธารณะ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและสร้างประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง
โครงการดังกล่าวดำเนินการทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด โดยมีเป้าหมายแจกกล้าไม้ให้ประชาชนกว่า 8,000 ต้น และมีวัดเข้าร่วมประมาณ 300 แห่ง เพื่อร่วมกันส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการสืบสานประเพณีสำคัญทางพระพุทธศาสนา
นอกเหนือจากการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน FETCi Thailand เชื่อมั่นว่าธุรกิจหลักของบริษัท ได้แก่ ระบบจัดเก็บค่าผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์แบบไม่มีไม้กั้น (Multi-Lane Free Flow: MLFF) หรือที่รู้จักกันในประเทศไทยในชื่อ “M-Flow” มีบทบาทสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของประเทศไทยอย่างยั่งยืน แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของบริษัทแม่ บริษัท ฟาร์ อีสเทิร์น อิเล็กทรอนิกส์ โทลล์ คอลเลคชั่น จำกัด (Far Eastern Electronic Toll Collection Co., Ltd.: FETC) ผู้ให้บริการชั้นนำด้านระบบจัดเก็บค่าผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์และระบบที่จอดรถอัจฉริยะในไต้หวัน
จนถึงปัจจุบัน ระบบจัดเก็บค่าผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ของ FETC ในไต้หวันช่วยลดการพิมพ์บัตรผ่านทางแบบกระดาษไปแล้วกว่า 69.3 พันล้านใบ ซึ่งหากนำมาเรียงซ้อนกันจะมีความสูงเทียบเท่ากับอาคารไทเป 101 ประมาณ 13,000 อาคาร (อาคารไทเป 101 มีความสูง 508 เมตร) ในด้านการประหยัดพลังงานและการลดการปล่อยคาร์บอน ระบบดังกล่าวช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงสะสมได้ถึง 1.2 พันล้านลิตร ซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณน้ำในสระว่ายน้ำมาตรฐานโอลิมปิก 483 สระ และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ได้ถึง 2.83 ล้านตัน ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เทคโนโลยีด้านคมนาคมอัจฉริยะไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างคุณค่าให้กับสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว เพื่อยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ในปี 2568 (2025) บริษัท FETC International (FETCi) และบริษัทแม่ Far Eastern Electronic Toll Collection Co., Ltd. (FETC) ได้รับการรับรองโดยหน่วยงานอิสระ (Third-Party Verification) ตามมาตรฐาน ISO 14064-1:2018 สำหรับการจัดทำบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Inventory) ซึ่งเป็นการยืนยันว่าการจัดทำบัญชีและการรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของทั้งสองบริษัทเป็นไปตามมาตรฐานสากล

ปัจจุบัน FETCi Thailand มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาระบบจัดเก็บค่าผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยบนโครงการ มอเตอร์เวย์ M6, M81 และ M9 จากการประเมินเบื้องต้น ระบบ M-Flow บน M9 และ M81 รองรับธุรกรรมเฉลี่ยมากกว่า 98,000 รายการต่อวัน โดยแบ่งเป็น M9 เฉลี่ย 84,380 รายการต่อวัน และ M81 เฉลี่ย 14,523 รายการต่อวัน เมื่อเปรียบเทียบกับระบบจัดเก็บค่าผ่านทางแบบดั้งเดิม ระบบ M-Flow ช่วยลดการใช้ใบเสร็จกระดาษได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยจากปริมาณธุรกรรมในปัจจุบัน ปริมาณใบเสร็จกระดาษที่ลดได้บน M9 หากนำมาเรียงซ้อนกันจะมีความสูงประมาณ 1,544 เมตร ขณะที่ M81 มีความสูงประมาณ 252 เมตร นอกจากนี้ ระบบ M-Flow ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 1,185 ตันต่อปี สำหรับ M9 และประมาณ 71 ตันต่อปีสำหรับ M81 ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของเทคโนโลยีดิจิทัลที่ไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทาง บรรเทาปัญหาการจราจรติดขัด ลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และยกระดับประสิทธิภาพของระบบคมนาคมขนส่งของประเทศโดยรวม
เคนนี่ เฉิน กล่าวว่า เราเชื่อว่าการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืนต้องอาศัยทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ การดูแลสิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เทคโนโลยีที่ดีควรสร้างประโยชน์ให้กับผู้คนและสังคมโดยรวม เราจึงมุ่งมั่นพัฒนาและต่อยอดนวัตกรรมด้านระบบจัดเก็บค่าผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์และระบบคมนาคมอัจฉริยะ ควบคู่ไปกับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมไทย เพื่อเติบโตไปพร้อมกับประเทศอย่างยั่งยืน
FETCi Thailand ยังคงมุ่งมั่นสนับสนุนประเทศไทยสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมอัจฉริยะ พร้อมสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชน ภาครัฐ และพันธมิตรทางธุรกิจ ภายใต้ความเชื่อที่ว่า “ก้าวเล็กๆ ในวันนี้ สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ให้กับอนาคตของสังคมไทยได้“
สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.fetci.com

