สุขภาพของคนไทยในวันนี้ไม่ได้ถูกกำหนดจากการเจ็บป่วยเพียงอย่างเดียว แต่ยังเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นรอบตัว ตั้งแต่อุบัติเหตุบนท้องถนน การเข้าถึงบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไปจนถึงความเครียดจากภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่กดดันชีวิตประจำวัน ปัจจัยเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องใกล้ตัวที่หลายคนคุ้นชิน แต่เมื่อสะสมต่อเนื่องกลับส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ และคุณภาพชีวิตของคนไทยในระยะยาว
นี่จึงเป็นเหตุผลที่การสร้างเสริมสุขภาพไม่ได้หมายถึงการรอรักษาเมื่อเกิดโรค แต่ต้องมุ่งลดและป้องกันความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง โดยเฉพาะการทำงานเชิงพื้นที่และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะที่ดี ซึ่งเป็นบทบาทสำคัญของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
ล่าสุด เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุน สสส. เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแผนการดำเนินงานประจำปี 2570 ซึ่งจะกำหนดทิศทางการสร้างเสริมสุขภาพของคนไทยในปีข้างหน้า

ปักธง 5 แนวทางหลัก ขยายงานสุขภาพถึงระดับจังหวัด
ที่ประชุมได้ร่วมกันกำหนดทิศทางการพิจารณาร่างแผนฯ ปี 2570 โดยยึดหลักการทำงานที่ สสส. ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี ผ่านแนวนโยบายและจุดเน้นสำคัญ 5 ข้อ ได้แก่ การยึดทิศทางและยุทธศาสตร์ระยะ 10 ปีเป็นแกนหลัก การขยายผลลัพธ์ทางสุขภาพร่วมกับภาคีเครือข่ายให้ทั่วถึงและยั่งยืน การสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากข้อมูลสารสนเทศและปัญญาประดิษฐ์ (AI) การลดผลกระทบจากความเหลื่อมล้ำพร้อมเตรียมรับมือโรคอุบัติใหม่ และการสานพลังกับภาคีทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม
นายทรงศักดิ์ระบุว่า แผนปี 2570 ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายทางสุขภาพรูปแบบใหม่ที่มาพร้อมกับบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเป้าหมายสำคัญคือการขยายการขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพให้ครอบคลุมถึงระดับจังหวัดอย่างทั่วถึง พร้อมกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จที่จับต้องได้จริง

ด้าน นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. อธิบายเพิ่มเติมว่า การทำงานของ สสส. ยึดหลักใช้ข้อมูลเป็นฐานและประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยแผนปี 2570 จะสอดคล้องกับเป้าหมายทั้งระดับโลกและระดับชาติ ทั้งเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) การผลักดันไทยสู่สมาชิก OECD และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยใช้หลักคิด Thaihealth Working Model เป็นฐานกำหนดตัวชี้วัดของทั้ง 15 แผนงาน

ในเชิงปฏิบัติ สสส. วางแผนขับเคลื่อน “Big Quick Win” หลายด้าน อาทิ การพัฒนาชุมชนต้นแบบสร้างเสริมสุขภาพกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ การสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพให้เด็กและเยาวชน การลดพฤติกรรมเสี่ยง เช่น บุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ความปลอดภัยทางถนน รวมถึงการผลักดันกฎหมายและนโยบายสาธารณะเพื่อควบคุมปัจจัยเสี่ยงสำคัญ เช่น ยาเสพติดและแอลกอฮอล์
ที่น่าจับตาคือวาระกลางของแผนปีนี้ ซึ่งตั้งเป้า “ขับเคลื่อนการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางสุขภาพจากวิกฤติเศรษฐกิจ” ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลระดับประเทศเข้ากับข้อมูลระดับพื้นที่ วิเคราะห์จุดเสี่ยงที่กระทบต่อการสร้างเสริมสุขภาพ บูรณาการความร่วมมือระหว่างแผนงานต่างๆ และจับคู่มาตรการให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ก่อนขยายผลผ่านภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ โดย สสส. ตั้งเป้าว่าจะสามารถวัดผลความสำเร็จและเห็นความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรมได้ภายใน 1 ปี



