การนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ศึกษาดูงานโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบทุ่นลอยน้ำ (Solar Floating) ที่อ่างเก็บน้ำหนองไก่เตี้ย ฐานทัพเรือสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เมื่อต้นเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา ของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบไฟฟ้าไทย ในจังหวะที่แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (PDP2026) กำลังใกล้คลอดเร็ว ๆ นี้
โครงการ Solar Floating ดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างกองทัพเรือกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มีกำลังผลิตติดตั้ง 5.03 เมกะวัตต์พีก (MWp) ใช้ระบบ Smart Power Supply ควบคุมการจ่ายไฟ และมีอายุโครงการ 25 ปี
จุดที่ทำให้โครงการนี้ต่างจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนทั่วไปคือ ไฟฟ้าที่ผลิตได้จะจ่ายเข้าสู่ระบบไฟฟ้าเดิมของฐานทัพเรือสัตหีบโดยตรง และมีการบริหารกำลังผลิตไม่ให้เกินความต้องการใช้ไฟฟ้าภายในพื้นที่ ส่งผลให้ไม่มีไฟฟ้าส่วนเกินไหลออกนอกวงจรของกองทัพเรือ คือเป็นการผลิตไฟฟ้าใช้เองอย่างสมบูรณ์
โครงการมีกำหนดเริ่มจ่ายไฟฟ้าในไตรมาสแรกของปี 2570 คาดว่าจะช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าเฉลี่ยประมาณ 6.35 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 82,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าตลอดอายุโครงการ
ทำไมโครงการนี้จึงน่าสนใจ
สำหรับ สนพ. ในฐานะหน่วยงานวางแผนพลังงานของประเทศ จากรูปแบบการผลิตและใช้ไฟฟ้าที่กำลังเปลี่ยนไปในภาพรวม จากเดิมที่ระบบไฟฟ้าไทยพึ่งพาการผลิตจากศูนย์กลางเป็นหลัก ปัจจุบันการติดตั้ง Solar Rooftop, Solar Floating รวมถึงการผลิตไฟฟ้าใช้เองในโรงงาน อาคาร และพื้นที่เฉพาะ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการคาดการณ์ความต้องการไฟฟ้า การวางแผนกำลังผลิต ระบบสายส่ง และระดับกำลังผลิตสำรองของประเทศ
นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการ สนพ. ระบุว่า การผลิตไฟฟ้าใช้เองเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ต้องนำมาคำนวณในการจัดทำ PDP2026 เนื่องจากเมื่อผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถผลิตไฟฟ้าเองได้มากขึ้น ความต้องการไฟฟ้าจากระบบส่วนกลางในแต่ละช่วงเวลาก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของพลังงานแสงอาทิตย์คือไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง เมื่อไม่มีแสงแดดหรือผลิตได้ไม่เพียงพอ ระบบไฟฟ้าหลักยังจำเป็นต้องมีความพร้อมรองรับอยู่เสมอ การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนจึงต้องเดินคู่ไปกับการบริหารกำลังผลิตสำรอง (Backup Power) ความยืดหยุ่นของระบบ โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ และระบบกักเก็บพลังงาน
โจทย์ของ PDP2026 ไม่ใช่แค่สร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม
ประเด็นนี้สะท้อนว่า PDP2026 ไม่ใช่เรื่องการเพิ่มโรงไฟฟ้าในระบบ แต่เป็นเรื่องของการบริหารระบบไฟฟ้าที่มีแหล่งผลิตกระจายตัวมากขึ้น โดยยังรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน ต้นทุนที่เหมาะสม และการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด
แนวโน้มนี้ยังเชื่อมโยงกับโครงสร้างตลาดไฟฟ้ารูปแบบใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น ทั้งการซื้อขายไฟฟ้าในพื้นที่ (On-site PPA) และการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตกับผู้ใช้ (Direct PPA) ซึ่งจะเปลี่ยนบทบาทของผู้ใช้ไฟฟ้าจากผู้รับไฟจากระบบเพียงฝ่ายเดียว ไปสู่การเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริหารจัดการพลังงานของตนเอง
เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดกว่า 60%
ผอ.สนพ. เปิดเผยว่า PDP2026 จะกำหนดสัดส่วนพลังงานสะอาดไว้มากกว่า 60% โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการประเมินฉากทัศน์ 3-4 รูปแบบ เพื่อพิจารณาทางเลือกที่เหมาะสมกับประเทศไทย ก่อนเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ
ส่วนเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) ซึ่งถูกมองเป็นหนึ่งในทางเลือกพลังงานคาร์บอนต่ำที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องไม่ขึ้นกับสภาพอากาศ ผอ.สนพ. ระบุว่าเบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 4,000 เมกะวัตต์ หรืออาจมากกว่านั้น แต่ยังเป็นเพียงตัวเลขที่ขึ้นอยู่กับฉากทัศน์สุดท้ายของแผน จึงยังไม่ใช่ข้อสรุปว่าประเทศไทยจะพัฒนา SMR ในระดับดังกล่าวโดยทันที
โจทย์ที่แท้จริงของ PDP2026 ไม่ใช่เพียงการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด แต่คือการออกแบบโครงสร้างระบบไฟฟ้าใหม่ ให้สามารถรองรับพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นได้ สอดคล้องทิศทางระบบไฟฟ้าไทยในอนาคต ที่ผู้ใช้ไฟฟ้าจะมีบทบาทเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริหารจัดการพลังงานของตนเองมากขึ้น เพื่อรักษาความมั่นคงของระบบ ต้นทุนที่เหมาะสม และตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว



