“มท.4” ผนึกฝ่ายปกครอง–ตำรวจ จับคู่ “ทีมอำเภอ” ลุยแก้ภัยความมั่นคง 13 ประเด็น ย้ำคิดร่วมกัน วางแผนพร้อมกัน ทำไปด้วยกัน

7.09.26 | 08:45 น.

วันที่ 4 กันยายน 2569 เวลา 13.00 น. ณ โรงแรมคริสตัล หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาลในระดับพื้นที่ รุ่นที่ 3 (ภาคใต้) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีนายภาสกร บุญญลักษม์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ปลัดจังหวัด ผู้ตรวจราชการกรมการปกครอง ตลอดจนนายอำเภอและผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรจากจังหวัดภาคใต้ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง


ในช่วงเช้า ที่ประชุมได้เปิดพื้นที่ให้ฝ่ายปกครองและตำรวจ “จับคู่การทำงาน” ร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์และปัญหาจากพื้นที่จริง แลกเปลี่ยนข้อมูล ตลอดจนระดมความคิดเห็นเพื่อจัดทำแนวทางและแผนปฏิบัติการที่สามารถนำไปขับเคลื่อนได้จริง โดยมุ่งให้ “ทีมอำเภอ” เป็นแกนกลางในการประสานและบูรณาการการทำงานกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และความมั่นคงให้แก่พี่น้องประชาชน

อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานในระดับอำเภอ ทั้งนายอำเภอและผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร ได้รับทราบนโยบายสำคัญและทิศทางการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ ประการที่สอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันในลักษณะ “ทีมอำเภอ” โดยให้นายอำเภอและผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเป็นแกนกลางในการบูรณาการทุกภาคส่วน และประการที่สาม เพื่อเป็นเวทีระดมสมอง แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และจัดทำแผนงาน โครงการ และกิจกรรมที่เป็นรูปธรรม สามารถนำไปขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคงในระดับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Advertisement

สำหรับการประชุมครั้งนี้มีกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นนายอำเภอและผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรในพื้นที่ภาคใต้ 14 จังหวัด ครอบคลุม 151 อำเภอ และ 247 สถานีตำรวจภูธร รวมทั้งสิ้น 398 คน พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ปลัดจังหวัด และผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง ร่วมรับมอบนโยบายและกำหนดแนวทางการทำงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านความมั่นคงมาแล้วเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยกำหนดให้การแก้ไขปัญหาความมั่นคงภายในประเทศเป็นวาระสำคัญ ยึดหลัก “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” ครอบคลุมทั้งการป้องกัน การปราบปราม การบังคับใช้กฎหมาย การช่วยเหลือเยียวยา และการดูแลประชาชน

ทั้งนี้ ได้กำหนดแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคงในระดับพื้นที่รวม 13 ประเด็น ได้แก่ การแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินสาธารณะ อาชญากรรมทางเทคโนโลยี ธุรกิจที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) การฟอกเงิน ผู้มีอิทธิพล หนี้นอกระบบ ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว การเชื่อมโยงข้อมูลด้านความมั่นคง ปัญหายาเสพติด ความรุนแรงจากอาวุธปืน การควบคุมสถานบริการและใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม การทุจริตทางทะเบียน และปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงปัญหายาเสพติดว่า แม้ทุกหน่วยงานจะดำเนินการป้องกันและปราบปรามอย่างเต็มกำลังและมีผลการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม แต่ยังจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการดูแลกลุ่มผู้ป่วยยาเสพติดที่มีอาการรุนแรง รวมถึงผู้ที่มีภาวะทางจิตเวช โดยขณะนี้ได้ริเริ่มโครงการนำร่องในจังหวัดสตูล เพื่อคัดกรองและพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการที่เหมาะสม ทั้งการขยายระยะเวลาการบำบัด การฝึกอบรมวิชาชีพ และการประสานภาคอุตสาหกรรมเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผ่านการบำบัดมีงานทำและสามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีคุณค่า

สำหรับ ปัญหาการทุจริตทางทะเบียนว่า รูปแบบภัยคุกคามในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป โดยมีการใช้ช่องโหว่ทางทะเบียนราษฎรเพื่อแสวงหาประโยชน์ ทั้งการสวมสิทธิบุคคลประเภทบัตรประจำตัวที่ขึ้นต้นด้วยเลข 0, 7, 6 รวมถึงกลุ่มบุคคลที่มีรหัส G และการแจ้งสถานะบิดามารดาอันเป็นเท็จ ซึ่งปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง พร้อมเน้นย้ำให้กรมการปกครองและกระทรวงมหาดไทยร่วมกันกำกับดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะอัตราการสวมสิทธิที่เพิ่มสูงขึ้น ย่อมส่งผลกระทบและริดรอนโอกาสของประชาชนชาวไทยโดยตรง

สำหรับสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยกล่าวว่า เป็นภารกิจสำคัญและมีความซับซ้อนเชิงพื้นที่ แต่เชื่อมั่นในศักยภาพของฝ่ายปกครอง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานด้านความมั่นคงทุกภาคส่วน พร้อมให้การสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง โดยเฉพาะการบูรณาการการทำงานร่วมกัน ซึ่งปัจจุบันเริ่มเห็นผลรูปธรรมมากขึ้น เช่น การปราบปรามการสวมสิทธิ์ทะเบียนราษฎรที่มีการบูรณาการระหว่างกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงาน ป.ป.ท. กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงาน ปปง.

“การประสานความร่วมมือในลักษณะนี้จะทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้นในอนาคต จากเดิมที่แต่ละหน่วยงานปฏิบัติหน้าที่ตามขอบเขตอำนาจของตน ซึ่งมีประสิทธิภาพในระดับหนึ่งอยู่แล้ว แต่เมื่อเกิดการบูรณาการร่วมกัน ประสิทธิภาพในการดำเนินงานย่อมทวีคูณ”

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวย้ำว่า แนวทางการทำงานในระยะต่อไปจะมุ่งเน้นการ “จับคู่” ความร่วมมืออย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ระดับกระทรวงมหาดไทยร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดร่วมกับผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด และที่สำคัญคือ นายอำเภอร่วมกับผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร เพื่อให้เกิดการทำงานเป็น “ทีมอำเภอ” อย่างแท้จริง

“หากทุกภาคส่วนผนึกกำลังกันอย่างเข้มแข็ง มีแนวทางที่ชัดเจนไปในทิศทางเดียวกัน และใช้ฐานข้อมูลร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าการแก้ไขปัญหาของประเทศจะประสบความสำเร็จ ขอเป็นกำลังใจให้ข้าราชการทุกท่านในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อดูแลประชาชนให้มีความมั่นคงปลอดภัย และบังคับใช้กฎหมายต่อผู้กระทำความผิดอย่างเด็ดขาดต่อไป”

#กรมการปกครอง

#กระทรวงมหาดไทย

#สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

#ทีมอำเภอ