NIA ดันสตาร์ตอัปไทยสู่ตลาดโลกผ่าน ‘Scale Up to Global 2026’ บุก 6 ตลาด เจรจาธุรกิจกว่า 100 คู่ เปิด DEMO DAY เชื่อม 25 บริษัท ต่อยอดโอกาสธุรกิจระดับโลก
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เดินหน้าโครงการ Scale Up to Global 2026 หลังนำสตาร์ตอัปไทยออกเปิดตลาดและสร้างโอกาสทางธุรกิจใน 6 ตลาดเป้าหมาย ได้แก่ ฮ่องกง ญี่ปุ่น สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ล่าสุดจัดงาน “DEMO DAY: Scale Up to Global 2026” นำ 25 สตาร์ตอัปที่ผ่านการขยายตลาดต่างประเทศกลับมาต่อยอดโอกาส โดยเชื่อมต่อกับนักลงทุน VC, CVC องค์กรธุรกิจ และพันธมิตร เพื่อขยับจากการเข้าถึงตลาด หรือ Market Access ไปสู่การเติบโตทางธุรกิจในตลาดต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
นายปริวรรต วงษ์สำราญ รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวว่า“การสร้างสตาร์ตอัปที่มีศักยภาพขึ้นมาในประเทศไทยเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่โจทย์ที่สำคัญกว่านั้นคือทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการไทยสามารถก้าวออกจากตลาดในประเทศไปแข่งขัน สร้างรายได้ และเติบโตในตลาดโลกได้จริง เพราะการ Go Global ไม่ควรจบเพียงการเดินทางไปต่างประเทศ แต่ต้องนำไปสู่การเข้าใจตลาด การเข้าถึงลูกค้า พันธมิตร แหล่งทุน และโอกาสทางธุรกิจที่สามารถต่อยอดได้ ‘Scale Up to Global’ จึงถูกออกแบบให้เป็นเส้นทางที่ช่วยให้สตาร์ตอัปได้เข้าไปสัมผัสตลาดจริง ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมและทำความเข้าใจตลาด การพัฒนาแผนกลยุทธ์การเข้าสู่ตลาด (Go-to-Market Strategy) การเชื่อมต่อกับผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน องค์กรธุรกิจ และพันธมิตรในพื้นที่ ไปจนถึงการทดลองตลาดและสร้างโอกาสในการขยายฐานธุรกิจ เพราะการเข้าสู่ตลาดใหม่ โดยเฉพาะต่างประเทศ ไม่สามารถอาศัยเพียงผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีที่ดี แต่ต้องเข้าใจทั้งระบบนิเวศพฤติกรรมของตลาด และที่สำคัญคือต้องมีเครือข่ายที่เหมาะสมอยู่ในพื้นที่นั้น”
“การเข้าสู่ตลาดต่างประเทศไม่มีใครสามารถทำได้เพียงลำพัง สิ่งที่สตาร์ตอัปต้องการไม่ใช่แค่เงินทุน แต่ยังรวมถึงพาร์ทเนอร์ในพื้นที่ การเข้าถึงตลาด และเครือข่ายที่สามารถเปิดประตูเข้าสู่ตลาดนั้นได้ ดังนั้น NIA จึงทำหน้าที่เป็น ‘Global Connector’ หรือ ‘ผู้เชื่อมโยงสู่ตลาดโลก’ ที่เชื่อมสตาร์ตอัปไทยเข้ากับตลาด แหล่งทุน และพันธมิตรในต่างประเทศ เพื่อช่วยลดระยะเวลาและอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดใหม่ และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถเติบโตต่อได้จริง”

นายปริวรรต วงษ์สำราญ รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวสรุปภาพรวมการดำเนินโครงการ Scale Up to Global 2026 ว่า ตลอดการดำเนินโครงการ NIA ได้นำสตาร์ตอัปไทยเข้าร่วมกิจกรรมขยายตลาดใน 6 ตลาดเป้าหมาย ครอบคลุมทั้งเอเชียตะวันออกและอาเซียน โดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการมากกว่า 30 บริษัท เกิดการเชื่อมโยงและเจรจาธุรกิจมากกว่า 100 คู่ และมีสตาร์ตอัปมากกว่า 8 บริษัทที่สามารถจัดตั้งหรือขยายฐานธุรกิจในต่างประเทศ สะท้อนการขยับจากการเข้าถึงและเรียนรู้ตลาด สู่การสร้างฐานและโอกาสทางธุรกิจในตลาดจริง ทั้งนี้ ผลลัพธ์ของโครงการยังครอบคลุมการเข้าถึงแหล่งทุนและเครือข่ายพันธมิตรระดับนานาชาติ การพัฒนา Proof of Concept (POC) ร่วมกับหน่วยงานในต่างประเทศ ตลอดจนการสร้างการรับรู้และโอกาสทางธุรกิจให้กับสตาร์ตอัปไทยในแต่ละตลาด
สำหรับการดำเนินงานในแต่ละตลาด NIA ใช้รูปแบบการสนับสนุนที่สอดคล้องกับบริบทและโอกาสทางธุรกิจ โดยในกลุ่มอาเซียน ได้แก่ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ โดยมีความร่วมมือกับ e27 ในการเชื่อมผู้ประกอบการเข้ากับนักลงทุน องค์กรธุรกิจ และเครือข่ายในระบบนิเวศนวัตกรรม ขณะที่ตลาดญี่ปุ่นมีการสนับสนุนตั้งแต่การเตรียมความพร้อมและข้อมูลเชิงลึกด้านตลาด ไปจนถึง Startup Visa และการพัฒนา POC โดยทำงานร่วมกับพันธมิตร อาทิ Japan External Trade Organization (JETRO), Leave a Nest, Startup City Fukuoka และ Ibaraki Prefecture ส่วนฮ่องกงได้เชื่อมต่อกับเครือข่ายสำคัญ อาทิ Hong Kong Trade Development Council (HKTDC), Hong Kong Science and Technology Parks Corporation (HKSTP), Invest Hong Kong (InvestHK) และ Cyberport เพื่อเปิดทางให้สตาร์ตอัปไทยเข้าถึงระบบนิเวศ สตาร์ตอัปและนักลงทุน รวมทั้งการจัดตั้งธุรกิจในฮ่องกง
สำหรับงาน “DEMO DAY: Scale Up to Global 2026” จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของการต่อยอดจากประสบการณ์ในตลาดต่างประเทศ โดยเปิดพื้นที่ให้ 25 สตาร์ตอัปที่ผ่านการขยายตลาดภายใต้โครงการ ได้นำเสนอเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ และโซลูชัน พร้อมพบปะและเจรจาธุรกิจกับนักลงทุน VC, CVC องค์กรธุรกิจ และพันธมิตร โดยมีการจับคู่เจรจาธุรกิจตามความสนใจและความต้องการของทั้งสองฝ่าย รวมถึงเปิดพื้นที่สำหรับการพบปะและสร้างเครือข่ายเพิ่มเติม เพื่อต่อยอดโอกาสด้านการลงทุน การนำเทคโนโลยีไปใช้ การพัฒนาความร่วมมือทางธุรกิจ และการขยายตลาดในระยะต่อไป

นายปริวรรต กล่าวถึงทิศทางการดำเนินงานในระยะต่อไปว่า NIA มุ่งยกระดับการสนับสนุนสตาร์ตอัปไทยจาก “Global Access” สู่ “Global Growth” ผ่านการขยายตลาดเชิงกลยุทธ์ การเชื่อมต่อกับพันธมิตร นักลงทุน และเครือข่ายที่เหมาะสม การต่อยอด POC ไปสู่เชิงพาณิชย์ และการเชื่อมต่อกับแหล่งทุนระดับโลก เพื่อผลักดันให้สตาร์ตอัปไทยสามารถเข้าถึงตลาดและลูกค้าต่างประเทศ สร้างรายได้ ดึงดูดการลงทุน และแข่งขันในระดับโลกได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นทิศทางที่ NIA วางไว้สำหรับการต่อยอดโครงการในระยะถัดไป
“เป้าหมายของ NIA ไม่ใช่เพียงการพาสตาร์ตอัปไทยออกไปเปิดตลาดต่างประเทศ แต่คือการสร้างเส้นทางให้ผู้ประกอบการสามารถเติบโตในตลาดโลกได้จริง ตั้งแต่การเข้าถึงตลาด การสร้างเครือข่ายและพันธมิตร ไปจนถึงการสร้างรายได้และขยายธุรกิจอย่างยั่งยืน Scale Up to Global จึงเป็นส่วนหนึ่งของการทำหน้าที่ Global Connector ที่เชื่อมศักยภาพของสตาร์ตอัปไทยเข้ากับโอกาสทางธุรกิจในต่างประเทศ และผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยสามารถก้าวออกไปแข่งขันและเติบโตได้อย่างเป็นรูปธรรม”

