วันนี้ (10 กันยายน 2569) เวลา 09.30 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีเพื่อติดตามความก้าวหน้าโครงการพระราชดำริ ตามพระบรมราโชบาย “พัฒนาหุบกะพง-ห้วยทรายใต้” โดยมีพลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นประธานการประชุม ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เข้าร่วม ณ ห้องประชุมรังสิพราหมณกุล ค่ายนเรศวร กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน

ทั้งนี้ในที่ประชุม ดร.รวีวรรณ ปลัดกระทรวงฯ ได้รายงานความก้าวหน้า 2 โครงการสําคัญ ได้เเก่ กรมป่าไม้ ร่วมกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยทรายใต้เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ป่าและปรับปรุงภูมิทัศน์ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ปลูกไม้ป่าหลากสี 12 ชนิด จำนวน 1,650 ต้น ในพื้นที่ 22 ไร่ ปัจจุบันแล้วเสร็จ 100% เเละอยู่ระหว่างจัดทำระบบน้ำเพื่อกระจายน้ำประจำต้น เพื่อดูแลรักษากล้าไม้ให้เจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ ด้านกรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้ดำเนินโครงการก่อสร้างระบบประปาบาดาลขนาดใหญ่ห้วยทราย ซึ่งเจาะบ่อบาดาลแล้วเสร็จ 6 บ่อ และอยู่ระหว่างวางท่อส่งน้ำ โดยเมื่อแล้วเสร็จจะช่วยเพิ่มน้ำต้นทุนได้ถึง 1.57 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและการเกษตรของประชาชน รวมถึงสนับสนุนการใช้น้ำในแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและในพื้นที่โครงการ ให้มีความอุดมสมบูรณ์

ภายหลังการประชุม คณะได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมอ่างเก็บน้ำห้วยทรายใต้และพื้นที่ก่อสร้างแก้มลิงลำห้วยใหญ่ เพื่อติดตามการพัฒนาแหล่งน้ำและการฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว พร้อมเร่งขับเคลื่อนโครงการตามแนวพระราชดำริให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนอย่างยั่งยืน โดยในการตรวจเยี่ยมพื้นที่จริงครั้งนี้ นายสุชาติ ได้ร่วมหารือกับหน่วยงานท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด พร้อมกำชับให้เร่งรัดการก่อสร้างระบบส่งน้ำและแก้มลิงให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลา เพื่อให้สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้รับมือกับฤดูแล้ง และช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรในพื้นที่ได้ทันท่วงที

นายสุชาติ รมว.ทส กล่าวเน้นย้ำว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนการดำเนินงานตามพระบรมราโชบายอย่างเต็มกำลัง ให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ทั้งการฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์ การพัฒนาแหล่งน้ำและระบบกระจายน้ำให้ครอบคลุมและเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์สูงสุด มีน้ำใช้ในการอุปโภคบริโภคและทำการเกษตรอย่างเพียงพอ ตลอดจนพลิกฟื้นพื้นที่ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่เป็นต้นแบบของการพัฒนาที่ยั่งยืน สร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับพี่น้องประชาชนอย่างเเท้จริง



