รมว.สุชาติ สั่งลุย! ส่งทีมพญาเสือ แจ้งความเอาผิดขบวนการออกเอกสารสิทธิทับอุทยานฯ แหลมสน

28.09.26 | 14:36 น.

28 กันยายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส. ) มอบหมายให้ นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, นายนฤพนธ์ ทิพย์มณฑา ผู้อำนวยการกองป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า นายปฐมพงศ์ บุญเดช หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจปฏิบัติการพิเศษผู้พิทักษ์อุทยานแห่งชาติ และสัตว์ป่า นางสาววิมลมาศ นุ้ยภักดี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแหลมสน และนายทรงคุณ ดาลัดกวิน หัวหน้าสำนักงาน สนับสนุนการป้องกันและปราบปรามที่ 4 (ภาคใต้) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ปทส. เพื่อแจ้งความกล่าวโทษและส่งมอบข้อมูล กรณีขบวนการบุกรุกพื้นที่ป่าอนุรักษ์เพิ่มเติม ตามนโยบายการปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการป่าไม้อย่างจริงจัง


นายอรรถพล กล่าวว่า จากกรณีการสืบสวนขยายผลพบเบาะแสการแผ้วถางไม้เปิดพื้นที่บริเวณเขาปากเตรียม หรืออ่าวจาก หมู่ที่ 2 ต.กำพวน อ.สุขสำราญ จ.ระนอง นำไปสู่การเข้าตรวจสอบของเจ้าหน้าที่หน่วยพญาเสือฯ อุทยานแห่งชาติแหลมสน ชุดพยัคฆ์ไพรฯ กรมป่าไม้ โดยพบหลักฐานเด่นชัดว่ามีการออกเอกสารสิทธิหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งทับซ้อนพื้นที่ป่าสมบูรณ์ ในพื้นที่ตำบลกำพวน อำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง กว่า 105 แปลง ทับซ้อนในเขตอุทยานแห่งชาติแหลมสนทั้งหมด 29 แปลง โดยเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ดำเนินการ 3 แปลงแรก ได้แก่ น.ส.3 ก. เลขที่ 915, 916 และ 917 ซึ่งมีพยานหลักฐานสมบูรณ์และมีข้อเท็จจริงชัดเจนที่สุด มาดำเนินการ ตรวจสอบและดำเนินคดีก่อน

เจ้าหน้ากรมอุทยานแห่งชาติ ได้ดำเนินการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินคดีเพิ่มเติมอีกจำนวน 3 แปลง แปลงแรก แปลง น.ส. 3 ก เลขที่ 367, 371 และ 372 ดังนี้ แปลง น.ส. 3 ก. เลขที่ 367 ได้มีการออกเอกสารสิทธิ น.ส. 3 ก. ใน ปี พ.ศ. 2532 ไม่พบสารบบที่ดินและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับความเป็นมาของที่ดิน มีเนื้อที่ตามเอกสารสิทธิ 9 ไร่ 3 งาน 0 ตารางวา เนื้อที่ตามการรังวัดของช่างรังวัด 9 ไร่ 1 งาน 53 ตารางวา เนื้อที่รุกล้ำเข้าไปในเขตอุทยานฯ 7 ไร่ 3 งาน 16 ตารางวา ซึ่งหลักฐานภาพถ่ายทางอากาศในช่วงก่อนการออกเอกสารสิทธิปี พ.ศ. 2510 จนถึงปี พ.ศ. 2546 ยังคงแสดงให้เห็นว่าสภาพพื้นที่เป็นป่า ธรรมชาติ ไม่ปรากฏร่องรอยการใช้ประโยชน์ แปลงที่ 2 คือ แปลง น.ส. 3 ก. เลขที่ 371 ได้มีการออกเอกสารสิทธิ น.ส. 3 ก. ใน ปี พ.ศ. 2532 ไม่มีการแจ้งครอบครองที่ดิน ส.ค. 1 โดยแจ้งครอบครองว่าทำประโยชน์ต่อจากบิดา ปลูกมะม่วงหิมพานต์ สะตอ และขนุน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 มีเนื้อที่ตามเอกสารสิทธิ49 ไร่ 3 งาน 58 ตารางวา เนื้อที่ตามการรังวัดของช่างรังวัด 51 ไร่ 3 งาน 56 ตารางวา เนื้อที่รุกล้ำเข้าไปในเขตอุทยานฯ 16 ไร่ 1 งาน 68 ตารางวา ซึ่งผลการอ่านแปลความภาพถ่ายทางอากาศย้อนหลังตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510, 2520 จนถึง 2538 ชี้ชัดว่าข้ออ้างดังกล่าวไม่เป็นความจริง เนื่องจากภาพถ่ายในอดีตระบุชัดเจนว่าพื้นที่ดังกล่าว มีสภาพเป็นป่าไม่ผลัดใบ ป่าชายหาด และทุ่งหญ้าธรรมชาติ โดยไม่ปรากฏร่องรอยการทำประโยชน์หรือร่องรอยการแผ้วถางใด ๆ มีเพียงหลังปี 2527 พบรอยแผ้วถางเพียง 11% เท่านั้น

Advertisement

และแปลงที่ 3 คือ แปลง น.ส. 3 ก. เลขที่ 372 ได้มีการออกเอกสารสิทธิ น.ส. 3 ก. ใน ปี พ.ศ. 2532 ไม่มีการแจ้งครอบครองที่ดิน ส.ค. 1 โดยแจ้งครอบครองว่าทำประโยชน์ต่อจากบิดา ปลูกมะม่วงหิมพานต์ และพืชอื่นๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 มีเนื้อที่ตามเอกสารสิทธิ49 ไร่ 3 งาน 42 ตารางวา เนื้อที่ตามการรังวัดของช่างรังวัด 50 ไร่ 1 งาน 15 ตารางวา เนื้อที่รุกล้ำเข้าไปในเขตอุทยานฯ 20 ไร่ 2 งาน 16 ตารางวา ซึ่งผลการอ่านแปลความภาพถ่ายทางอากาศย้อนหลังตั้งแต่ปี พ.ศ.2510, 2520 จนถึง 2538 ชี้ชัดว่าข้ออ้างดังกล่าวไม่เป็นความจริง เนื่องจากภาพถ่ายในอดีตระบุชัดเจนว่า พื้นที่ดังกล่าวมีสภาพเป็นป่าไม่ผลัดใบ ป่าชายหาด และทุ่งหญ้าธรรมชาติ โดยไม่ปรากฏร่องรอยการทำประโยชน์หรือร่องรอยการแผ้วถางใด ๆ มีเพียงหลังปี 2527 พบรอยแผ้วถางเพียง 1% เท่านั้น

ปัจจุบันที่ดิน น.ส. 3 ก แปลง 371 และ 372 ได้ถูกกว้านซื้อและเปลี่ยนมือผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ไปเป็นของบริษัทเอกชนรายใหญ่ มาตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2562 อีกทั้งจากการส่งอากาศยานไร้คนขับเข้าตรวจสอบพื้นที่จริงก่อนหน้านี้ยังตรวจพบการบุกรุกก่อสร้างบ้านพักโครงสร้างไม้ แท็งก์น้ำปูน และพบไม้กระยาเลยแปรรูปซุกซ่อนอยู่ถึง 144 แผ่น/เหลี่ยม รวมถึงโต๊ะเลื่อยวงเดือนและเลื่อยโซ่ยนต์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจยึดและอายัดไว้ทั้งหมดแล้วตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา

จากผลการตรวจสอบทั้งหมด กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้สรุปผลการตรวจสอบและชี้ชัดว่า พยานหลักฐาน ทั้งประวัติการออกเอกสารสิทธิ ผลการอ่านและแปลภาพถ่ายทางอากาศ การรังวัดภาคสนาม และการตรวจสอบสภาพพื้นที่จริง มีข้อบ่งชี้สอดคล้องกันว่า การใช้ประโยชน์ในพื้นที่ไม่เป็นไปตามข้อมูลที่ใช้ประกอบการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ และมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า การออก น.ส. 3 ก. ทั้งสามแปลงอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย ด้วยเหตุผลหลัก 2 ประการ คือ ออกภายหลังประกาศเขตอุทยานฯ ที่ดินดังกล่าวได้รับการประกาศให้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติแหลมสน มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 ซึ่งถือเป็นที่ดินหวงห้ามตามกฎหมายตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ. 2537) และขัดต่อระเบียบคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ: ขัดต่อระเบียบฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2532) ข้อ 10 เนื่องจากที่ดินมีแนวเขตติดป่ารกร้างว่างเปล่า ในกรณีที่ระยะรังวัดเกินกว่าหลักฐานการแจ้งครอบครอง (ส.ค. 1) กฎหมาย กำหนดให้ใช้ระยะตาม ส.ค. 1 เดิมเป็นหลักเท่านั้น ไม่สามารถปล่อยให้มีที่ดินงอกออกมาจำนวนมากเช่นนี้ได้

เพื่อรักษาผลประโยชน์และป้องกันความเสียหายต่อทรัพย์สินของทางราชการ กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้ทำหนังสือส่งถึงกรมที่ดินอย่างเป็นทางการ เพื่อขอให้ดำเนินการ เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) แปลงเลขที่ 367 371 และนอก 372 ตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ต่อไป

สำหรับการดำเนินการแจ้งความกล่าวโทษ ประกอบด้วย การกระทำความผิดภายในพื้นที่อุทยานแห่งชาติตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พุทธศักราช 2562 มาตรา 19 (1), (2) และ (6) มาตรา 20 มาตรา 40 มาตรา 41 และมาตรา 42 กับแปลง นส. 3 ก. เลขที่ 367 371 และ 372 จำนวนพื้นที่ในเขตอุทยานรวม 44 ไร่ 3 งาน 0 ตารางวา และการกระทำความผิดภายในพื้นที่ป่าไม้ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ม.4 (1), ม.54, ม.55, ม.72 ตรี และดำเนินการแจ้งความกล่าวโทษการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และ 157 จำนวนพื้นที่ตาม น.ส. 3 ก. 109 ไร่ 2 งาน 0 ตารางวา นอกจากนี้เจ้าหน้าที่จะทยอยตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานของแปลงที่เหลืออีก 16 แปลง เพื่อขยายผลและดำเนินการ ตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกราย โดยยึดหลักการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ ความโปร่งใส และความเป็นธรรม เพื่อรักษาพื้นที่ป่าอนุรักษ์ของประเทศให้คงอยู่ต่อไป