นายชอบ บิณกาญจน์ นายกเทศมนตรีตำบลทุ่งตำเสา และ นายธนวัฒน์ วัชรบุตร รองปลัดเทศบาลจัดประชุมหารือแนวทางการวางแผนรับมือปัญหาอุทกภัยเฉียบพลัน ภายใต้โครงการ “การพัฒนาระบบเตือนภัยน้ำท่วมอัจฉริยะและแผนรับมือภัยพิบัติแบบมีส่วนร่วม: กรณีศึกษาพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และ อ.เมือง จ.น่าน” ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยมีวัตถุประสงค์เร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก ที่ก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินในอำเภอหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียงในจังหวัดสงขลา ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากภาวะน้ำท่วมเฉียบพลันในอดีต
การขับเคลื่อนโครงการครั้งนี้ มหาวิทยาลัยสวนดุสิตผู้รับผิดชอบโครงการ นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.พรรณี สวนเพลง และดร.นวนันทน์ ศรีสุขใส ได้ผนึกกำลังร่วมกับเครือข่ายนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นงนุช เกตุ้ย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน, นายภูวิศ เกิดปราโมทย์ สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT), ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาญชัย เตชะวัชราภัยกุล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และ ดร.นราวดี บัวขวัญ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา ร่วมบูรณาการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์
เจาะลึกภูมิประเทศทุ่งตำเสา: เหตุผลสำคัญในการเร่งติดตั้งระบบเตือนภัย
จากข้อมูลการสำรวจและบริบทภูมิประเทศของ ตำบลทุ่งตำเสา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พบว่าเป็นพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวและมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมเฉียบพลัน เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศตั้งอยู่บนเส้นทางผ่านของมวลน้ำธรรมชาติที่ไหลลงมาจากแนวเทือกเขาและป่าต้นน้ำสำคัญ ก่อนที่มวลน้ำเหล่านี้จะรวมตัวและไหลหลากเข้าสู่พื้นที่ชุมชนในพื้นที่ลุ่มต่ำ ก่อนจะไหลลงสู่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาต่อไป ด้วยความรวดเร็วของกระแสน้ำป่าที่มักเกิดขึ้นในยามวิกาลและช่วงฤดูมรสุม การมีระบบเตือนภัยอัจฉริยะที่แม่นยำจึงเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันและลดความสูญเสียให้กับพี่น้องประชาชน
การดำเนินการติดตั้งจริงในพื้นที่นำร่องตำบลทุ่งตำเสา
เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว คณะผู้วิจัยได้ลงพื้นที่ร่วมกับผู้บริหารและเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลทุ่งตำเสา ผู้นำชุมชนและอาสาสมัครในพื้นที่ ดำเนินการติดตั้งสถานีเซ็นเซอร์ตรวจวัดระดับน้ำและระบบสื่อสารเตือนภัยในพื้นที่จุดสะพานบ้านโฮ๊ะ เพื่อทดสอบการส่งข้อมูลระดับน้ำแบบเรียลไทม์เข้าสู่โมเดลพยากรณ์ ด้วยเทคนิคการเรียนรู้ด้วยเครื่อง (Machine Learning: ML) ที่ปรับบริบทเฉพาะสำหรับลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาและคลองอิตำ รวมถึงทดสอบระบบสัญญาณแจ้งเตือนหลายช่องทาง เพื่อให้มั่นใจว่าระบบสามารถเตือนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดก่อนเข้าสู่ฤดูมรสุมภาคใต้

เปิดตัวแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อการบริหารจัดการภัยพิบัติ
ภายในงานได้มีการสาธิตการใช้งานเว็บแพลตฟอร์มสำคัญ ได้แก่:
1. ระบบบริหารและแสดงความเสี่ยงต่อระดับอุทกภัย “ภัยน้ำ”: https://painam.aiat.or.th/ ครอบคลุมพื้นที่เทศบาลทุ่งตำเสา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา รวมถึงเทศบาลเมืองน่าน และเทศบาลตำบลดู่ใต้ จังหวัดน่าน ระบบนี้ใช้กระบวนการประเมินความเสี่ยงด้วยวิธี HAND (Height Above Nearest Drainage) เทียบความสูงพื้นดินกับแม่น้ำ ร่วมกับโมเดล Machine Learning (Gradient Boosting) เพื่อคาดการณ์ระดับน้ำล่วงหน้า 6, 12 และ 24 ชั่วโมง
2. ระบบให้การช่วยเหลือหลังเหตุการณ์ภัยพิบัติ: https://termrang.aiat.or.th/ เพื่อบริหารจัดการความช่วยเหลือและการเยียวยาประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คู่มือชาวบ้าน: วิธีดูเว็บเตือนภัยง่ายๆ เพื่อเตรียมตัวอพยพทันท่วงที
เพื่อให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนสามารถใช้งานเว็บไซต์ https://painam.aiat.or.th/ ได้อย่างเข้าใจง่ายและทันต่อเหตุการณ์ สามารถสังเกต 3 จุดสำคัญได้ด้วยตนเองดังนี้
1. สังเกตสีบนแผนที่ (ระดับความเสี่ยง): หากพื้นที่บ้านของท่านปรากฏเป็น “สีแดง” (เสี่ยงสูง) หมายถึงมีความเสี่ยงที่น้ำจะเข้าท่วมสูงมาก ควรรีบเก็บของขึ้นที่สูงและเตรียมอพยพทันที หากเป็น “สีน้ำเงินหรือสีเขียว” ให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
2. ดูเส้นระดับน้ำและเส้นตลิ่ง: สังเกตกราฟระดับน้ำปัจจุบัน หากเส้นกราฟพุ่งสูงเข้าใกล้หรือเกินเส้นประสีแดง (ระดับตลิ่ง / เฝ้าระวัง) แปลว่าน้ำเริ่มล้นหรือจวนจะล้นตลิ่งแล้ว
3. ตรวจสอบผลคาดการณ์ล่วงหน้า 6-24 ชั่วโมง: ดูตารางพยากรณ์ด้านซ้ายมือว่า อีก 12 หรือ 24 ชั่วโมงข้างหน้าระดับน้ำจะสูงขึ้นอีกเท่าไหร่ และมีโอกาสล้นตลิ่งกี่เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ท่านมีเวลาประเมินสถานการณ์และเตรียมขนย้ายผู้สูงอายุ เด็ก และทรัพย์สินมีค่าไปยังพื้นที่ปลอดภัยล่วงหน้าก่อนน้ำหลากมาถึง

แนวทางการดำเนินงานในระยะถัดไปและความยั่งยืนของโครงการ
เพื่อขับเคลื่อนโครงการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในระยะยาว คณะทำงานได้วางกรอบการดำเนินงานบูรณาการ 4 ภารกิจหลัก ได้แก่ (1) การพัฒนาระบบเตือนภัยอัจฉริยะ (Foundation Layer) ด้วยการติดตั้งเซ็นเซอร์ IoT เชื่อมต่อเครือข่ายดาวเทียมและพัฒนาโมเดล AI/ML เพื่อส่งข้อมูลเรียลไทม์และแจ้งเตือนล่วงหน้า (2) การพัฒนารูปแบบการจัดการภัยพิบัติแบบบูรณาการ 4R (Operational Framework) ผ่านการจัดทำแผนเผชิญเหตุ ยกระดับศูนย์พักพิง และอบรมอาสาสมัครชุมชน (3) การพัฒนานวัตกรรมชุดถุงยังชีพมาตรฐานและระบบโลจิสติกส์ฉุกเฉิน (Supportive Tool) และ (4) การถ่ายทอดเทคโนโลยีซึ่งตั้งเป้าหมายสร้างความตระหนักให้ชุมชนเป็นเจ้าของระบบอย่างแท้จริง (Local Ownership) ลดความเสียหายทางเศรษฐกิจได้ไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท พร้อมทั้งจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อขยายผลความสำเร็จสู่ระดับประเทศต่อไป

คุณค่าและพลังขับเคลื่อน: อุปกรณ์เตือนภัยและแอปพลิเคชันสู่ออนาคตที่ยั่งยืน
ท้ายที่สุดนี้ การบูรณาการอุปกรณ์เซ็นเซอร์ IoT และแอปพลิเคชันเตือนภัยอัจฉริยะ ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือทางเทคโนโลยี แต่คือ “เกราะคุ้มกันชีวิตและทรัพย์สิน” ช่วยเปลี่ยนผ่านจากการตั้งรับด้วยความตื่นตระหนก สู่การเตรียมพร้อมเชิงรุกที่มีข้อมูลรองรับ ชุมชนและกลุ่มเปราะบาง (ผู้สูงอายุและเด็ก) จะมีเวลาตั้งตัวและอพยพได้อย่างปลอดภัยทันท่วงที ช่วยลดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ลดความเสียหายทางเศรษฐกิจระดับมหภาคได้อย่างมหาศาล พร้อมทั้งยกระดับศักยภาพของภาครัฐและท้องถิ่นในการขับเคลื่อนนโยบายการจัดการภัยพิบัติของประเทศไทยให้ก้าวสู่ความทันสมัย ปลอดภัย และยั่งยืนในระยะยาว


