“วิชัย”ปลื้ม “ไอวินด์”บริษัทลูกคว้า“รางวัลดีเด่น”พลังงานทดแทน

5.07.17 | 14:41 น.

“ไอเฟค” ปลื้มบริษัทลูก “ไอวินด์” คว้ารางวัล “ดีเด่น” ด้านพลังงานทดแทนประเภทโครงการที่เชื่อมโยงกับระบบสายส่งไฟฟ้า ในงาน “ไทยแลนด์ เอ็นเนอร์ยี่ อวอร์ด 2017”ขณะที่ “วิชัย” เผยปลายปีเตรียมพร้อมเข้าร่วมประมูลไฮบริดหากรัฐเปิดรับซื้อ


นายวิชัย ถาวรวัฒนยงค์ ประธานกรรมการ บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IFEC เปิดเผยว่า รู้สึกดีใจ และมีความภาคภูมิใจ กับ บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ วินด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หรือไอวินด์ ซึ่งเป็นบริษัทลูกของไอเฟค ได้รับการคัดเลือกให้เป็นบริษัทดีเด่น ด้านพลังงานทดแทน ประเภทโครงการที่เชื่อมโยงกับระบบสายส่งไฟฟ้า หรือ On Grid

ทั้งนี้ ไอวินด์ ได้นำส่งผลงานโครงการ สวนกังหันลมเลียบชายฝั่ง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เข้าร่วมประกวดในงาน Thailand Energy Awards 2017 ซึ่งงานดังกล่าว เป็นรางวัลสุดยอดด้านพลังงานไทยระดับสากล โดยเป็นรางวัลดีเด่นการลดใช้พลังงานและลดโลกร้อน

“ไอวินด์ เป็นบริษัทผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ตั้งอยู่อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมี ดร.สุเมธ สุทธภักติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร”

Advertisement

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการ Thailand Energy Awards 2017 ด้านพลังงานทดแทน ลงพื้นที่เยี่ยมชมกิจการไอวินด์ โดยมี ดร.สุเมธ ให้การต้อนรับและพาเยี่ยมชมกระบวนการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมซึ่งไอวินด์ ถือเป็นโครงการที่ทางไอเฟค ตั้งใจจะพัฒนาให้เป็นโครงการกังหันต้นแบบในลักษณะของ Wind Park (สวนกังหันลม) ซึ่งไม่ใช่ Wind Farm (ฟาร์มกังหันลม) อย่างที่หลายคนคุ้นเคย

สำหรับโครงการไอวินด์นั้น ได้สร้างแล้วเสร็จและเริ่มกระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้าตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2558 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

ขณะที่ ดร.สุเมธ สุทธภักติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ วินด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หรือ ไอวินด์ กล่าวว่า สาเหตุที่ไอวินด์ ส่งโครงการสวนกังหันลมเลียบชายฝั่ง ประกวดในงานดังกล่าว เนื่องจากกลุ่มบุคคล และกลุ่มคณะต่างๆ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่เข้ามาเยี่ยมชมโครงการสวนกังหันลมของไอวินด์ และเห็นภูมิทัศน์ของโครงการต่างชื่นชอบ และสนับสนุนให้ไอวินด์ เข้าร่วมประกวด

“ต้องยอมรับว่า ผม ทีมงาน และผู้บริหารไอเฟค ทุ่มเทให้กับไอวินด์ ในการพัฒนาโครงการสวนกังหันลมขึ้นมา โดยคำนึงถึงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และอนุรักษ์ธรรมชาติเดิมให้คงอยู่  อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับโครงการและวิถีของชุมชน”

นอกจากนี้ นายวิชัย ยังกล่าวเสริมด้วยว่า ไอวินด์ มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงการกังหันลม เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าในพื้นที่ต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้การพัฒนาโครงการที่มีประโยชน์ในเชิงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานธรรมชาติ โดยให้ความสำคัญ คือ ต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

“เรามุ่งเน้น ให้มีการบูรณาการโครงการกังหันลม โดยมีเป้าหมายต้องสอดคล้องกับวิถีชุมชน เพื่อสร้างเสถียรภาพทางไฟฟ้าแก่ประเทศและลดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยกำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อม และการใช้พลังงานอย่างประหยัด เพื่อให้พนักงานไอวินด์ ยึดถือและปฎิบัติอย่างเคร่งครัด ให้เกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กร”

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไอวินด์ ได้ยึดถือและปฎิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดต่างๆ โดยเฉพาะด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและการใช้พลังงานอย่างประหยัด รวมถึงข้อกำหนดอื่นๆ

“โครงการสวนกังหันลมของไอวินด์ มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตลอดจนการใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างรู้คุณค่า และเลือกใช้เทคโนโลยี่ที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะวัสดุ อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาในปริมาณที่ต่ำ”

ทั้งนี้โครงการกังหันลมเลียบชายฝั่ง ปากพนัง เป็นโครงการพลังงานลมขนาดเล็ก แต่เป็น VSPP ที่มีขนาดใหญ่ หรือสูงสุด 10 เมกะวัตต์

“ไอวินด์ ทำการฝึกอบรม ประชาสัมพันธ์ และสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยไปสู่ทีมงาน โดยหัวใจสำคัญของโครงการสวนกังหันลมเลียบชายฝั่ง มุ่งมั่นให้เกิดผลถึงชุมชนรอบๆ โครงการ โดยคำนึงถึงวิถีของชุมชน ควบคู่ไปกับการผลักดันให้เกิดพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ”

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ ไอวินด์ ต้องเตรียมการเพื่อนำเสนอผลงาน โครงการสวนกังหันลมเลียบชายฝั่ง อำเภอปากพนัง เนื่องจากได้รับการเสนอชื่อให้เป็นตัวแทนของประเทศไทย เข้าร่วมประกวดผลงานโครงการดังกล่าวในงาน “อาเซียน เอ็นเนอร์ยี่ อวอร์ดส์ 2017” (ASEAN Energy Awards 2017) อีกด้วย

นอกจากนี้ นายวิชัย กล่าวด้วยว่า สำหรับในช่วงปลายปีนี้ หากภาครัฐมีการเปิดรับซื้อพลังงานจากไฮบริด ในส่วนของไอเฟคนั้นมีความพร้อมที่จะเข้าร่วมประมวลไฮบริด เนื่องจากเรามีโมเดลของเราอยู่แล้ว โดยคาดว่ารัฐจะคัดเลือกจากรายที่เสนอราคาขายไฟในอัตราที่ต่ำกว่า ซึ่งถ้าอยู่ที่ระดับ 3.66 บาทต่อหน่วย ถือว่าเป็นระดับราคาที่รับได้และมีความเหมาะสม

“ยอมรับว่า ไฮบริด สามารถกดราคาค่าไฟฟ้าลงได้ตามที่ภาครัฐต้องการได้ ซึ่งในอนาคตเราจะเห็นราคาไฟฟ้าถูกลงได้อีก เมื่อมีพลังงานทดแทนเข้ามา”

นายวิชัย กล่าวต่อว่ามีความเป็นไปได้ที่ภาครัฐต้องการผู้เข้าร่วมประมูลไฮบริดประมาณ 300 เมกะวัตต์ โดยประเมินว่าจะมีผู้เข้าร่วมประมูลรายใด สามารถดำเนินการได้ แต่ในส่วนของไอเฟค สามารถผลิตได้ประมาณ 100-200 เมกะวัตต์

ส่วนธุรกิจพลังงานขยะ ไอเฟค สามารถที่จะเริ่มกำลังการผลิตได้ประมาณอีกกว่า 1 ปี แต่พลังงานส่วนนี้ไอเฟค มีใบอนุญาตในการประดำเนินการเรียบร้อยแล้ว