ภายหลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติวงเงินงบประมาณเพื่อดำเนินการ “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” ที่เสนอโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 22,895.36 ล้านบาท
นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยถึงรายละเอียดโครงการอีกครั้งว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตร ขับเคลื่อนโครงการฯ ร่วมกับทุกหน่วยงานในสังกัด เนื่องจากในช่วงสิงหาคม-กันยายน เป็นช่วงที่เกษตรกรอยู่ระหว่างฤดูกาลผลิตและรอการเก็บเกี่ยวเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและชุมชนด้วยการนำหลักการ ทฤษฎี และแนวทางการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (ร.9) ได้พระราชทานไว้โดยให้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 ศูนย์ และเครือข่าย 8,219 ศูนย์ เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาภาคการเกษตรของชุมชนมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน
อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า วิธีการดำเนินงานของชุมชนภายใต้กรอบโครงการ ทั้งหมดมี 8 ด้าน ต้องเป็นโครงการที่สามารถดำเนินการได้ทันที มีประโยชน์ต่อชุมชน และมีความยั่งยืน ซึ่งเป็นโครงการหรือกิจกรรมในลักษณะของการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกระดับมาตรฐานสินค้า ประกอบด้วย ด้านการผลิตพืชและพันธุ์พืช, ด้านการผลิตปุ๋ยอินทรีย์, ด้านการจัดการศัตรูพืช, ด้านฟาร์มชุมชน, ด้านการผลิตอาหาร การแปรรูปผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร, ด้านปศุสัตว์,ด้านประมง, ด้านการปรับปรุงบำรุงดิน และด้านการเกษตรอื่นๆ ที่ให้เป็นการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ของจังหวัด
โครงการนี้จะต้องเป็นโครงการที่ชุมชนสามารถดำเนินการได้เองและใช้ประโยชน์ได้อย่างต่อเนื่อง หรือเป็นการพัฒนาต่อยอดจากโครงการเดิม โดยต้องเป็นสมาชิกของชุมชน ศพก. และ ศพก. เครือข่ายดูแลอยู่ โดยสมาชิกที่จะมาขอดำเนินกิจการต่างๆ ของโครงการ จะต้องรวมตัวไม่น้อยกว่า 10 คน/กิจกรรม/โครงการ และต้องเป็นโครงการที่ให้มีการจ้างงานเกษตรกรในชุมชนเป็นหลัก โดยไม่น้อยกว่า 50% เป็นค่าจ้างแรงงาน ของวงเงินงบประมาณ ยกเว้นกรณีจำเป็นอาจให้มีการจ้างได้ 30% ของงบประมาณทั้งหมดได้แต่จะต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการโครงการระดับอำเภอ โดยมีนายอำเภอเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมของโครงการ ทั้งนี้ จะต้องมีระยะเวลาการดำเนินการโดยเบิกจ่ายงบประมาณไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ภายในเดือนกรกฎาคม และที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งจะต้องเบิกจ่ายภายในเดือนสิงหาคมปีนี้ โดยที่ค่าใช้จ่ายจะใช้งบอุดหนุน ประเภทเงินอุดหนุนทั่วไปชุมชนละ 2.5 ล้านบาท จำนวน 9,101 ชุมชน
ซึ่งขณะนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้มอบหมายรองอธิบดีและผู้บริหารกรมส่งเสริมการเกษตรทุกท่าน เร่งติดตามการดำเนินการในพื้นที่ หากพบปัญหาจะระดมทีมเข้าไปช่วยเหลือและสร้างการรับรู้ในพื้นที่ทันที และพร้อมเปิด War room สำนักงานโครงการ 9101ฯ ทั้งในระดับส่วนกลางและระดับจังหวัด เพื่ออำนวยการในการบริหารจัดการได้อย่างทันท่วงที หากพบปัญหาสามารถแจ้งเหตุตรงถึงคณะทำงาน รวมทั้งเน้นย้ำว่า การดำเนินโครงการฯ ครั้งนี้ งบประมาณทั้งหมดลงสู่ชุมชนเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาการเกษตรอย่างแท้จริง ซึ่งต้องโปร่งใส และเป็นไปอย่างทั่วถึงด้วย

