ปิดทองหลังพระฯ ร่วมมือกับจังหวัดแพร่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ฯ ครั้งที่ 2 ควบคู่การขยายผลงานพัฒนาชนบทเชิงพื้นที่ประยุกต์ฯ ชวนชาวบ้าน แพร่ พะเยา แม่ฮองสอน ร่วมเปิดประสบการณ์สร้างชุมชนเข้มแข็ง มีส่วนร่วม พึ่งพาตนเอง ศึกษาเรียนรู้ภูมิปัญญา ควบคู่คุณธรรม จริยธรรม สืบสานงานพระราชดำริ รัชกาลที่ 9

นายการันต์ ศุภกิจวิเลขการ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ กล่าวว่า งาน ”แลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน จังหวัดแพร่” ทางปิดทองหลังพระฯร่วมกับจังหวัดแพร่และมหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ถือว่ามีความพิเศษเนื่องจากจังหวัดแพร่ เป็น 1 ใน 10 จังหวัดนำร่องที่ได้รับการคัดเลือกเป็นพื้นที่ดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจทำงานร่วมกันแบบบูรณาการของ 5 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานนายกรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ เพื่อสืบสานงานตามแนวพระราชดำริ รัชกาลที่ 9 ซึ่งจังหวัดแพร่ได้รับงบประมาณดำเนินการโครงการในระยะแรก จำนวน 5 โครงการ ในพื้นที่ 3 อำเภอ

ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่
งานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่จังหวัดแพร่ครั้งแรกถือว่าประสบความสำเร็จมีผู้สนใจเข้าร่วมงานเกินกว่าเป้าหมาย ยังเกิดการบูรณาการในด้านที่ชุมชนของจังหวัดแพร่ ได้รู้ว่าชุมชนต่างๆ ที่อยู่ในจังหวัดเดียวกันและจังหวัดใกล้เคียงมีใครทำอะไรอยู่บ้าง มีการขอไปศึกษาดูงานเพิ่มเติม จนเข้าใจกระบวนการการพัฒนาตามแนวพระราชดำริที่มองเห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน และนำมาเป็นแบบอย่างประยุกต์ใช้ในชุมชนของตนเอง ผู้เข้าร่วมงานยังขอให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในลักษณะนี้ทุกปี

ครั้งนี้นอกจากคัดเลือกชุมชนตัวอย่างของจังหวัดแพร่ พะเยา และแม่ฮ่องสอน มาร่วมเปิดประสบการณ์แล้ว ยังมีการนำเสนองานศึกษาวิจัยรูปแบบการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามแนวพระราชดำริ ที่ปิดทองหลังพระฯ ร่วมกับสถาบันการศึกษาดำเนินการมาตลอด 3 ปี เพื่อให้ได้คำตอบถึงปัจจัยความสำเร็จที่จะทำให้ชุมชนมีการรวมกลุ่มอย่างเข้มแข็งได้โดยแท้จริง สรุปได้เป็นแนวทางการขับเคลื่อนทฤษฎีใหม่เพื่อการพัฒนาพื้นที่ในขั้นที่ 2 ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นกระบวนการ 7 ขั้นตอน เริ่มตั้งแต่ความพร้อมของชุมชนที่จะเริ่มการทำงานร่วมกันแบบรวม จนนำไปสู่การสร้างทักษะการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานให้ตรงจุดสำคัญและต่อเนื่อง เพื่อทำให้การรวมกลุ่มมีความเป็นมืออาชีพเตรียมพร้อมเข้าสู่การเป็นเกษตรทฤษฎีใหม่ก้าวหน้าขั้นที่ 3 ที่จะขยายความร่วมมือสู่องค์กรภายนอกในแบบสากลมากยิ่งขึ้น


การจัดเวทีในปีนี้มีการคัดเลือกชุมชนที่มีความหลากหลาย อาทิ บ้านแม่พุงกลาง อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ พื้นที่ชุมชนชาวกะเหรี่ยงมีอาชีพทำนา ปลูกข้าวโพด ที่จัดตั้งกองทุนชุมชนเพื่อสร้างกระบวนการให้ชาวบ้านเป็นเจ้าของโครงการตามนโยบายของรัฐบาล จนปัจจุบันหมู่บ้านมีกองทุนต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วมคิดของคนในชุมชน มีเงินสะสมหลายหมื่นบาท เพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร สร้างเยาวชนให้อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและถิ่นฐานบ้านเกิด และกำลังพัฒนาโดยใช้ศักยภาพของชุมชนมาเป็นจุดขายเรื่องวัฒนธรรม และการท่องเที่ยว

บ้านกลาง อำเภอสองมี “สภาพองค์กรชุมชน” ที่ใชเวลาในการชักชวนชาวบ้านมาร่วมกิจกรรม นำไปสู่การเป็นชุมชนที่มีการจัดสวัสดิการแก่คนในชุมชนตั้งแต่เกิดจนตาย โดยสมาชิกกองทุนจะได้รับผลประโยชน์จากสวัสดิการดูแลชุมชนในทุกด้าน อาทิ ด้านอาชีพ ผู้สูงอายุ แหล่งน้ำอุปโภค บริโภคและการเกษตร ที่อยู่อาศัย และที่ดินทำกิน เป็นต้น

และชุมชนบ้านดอกบัว อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา หมู่บ้านต้นแบบชนะเลิศรางวัลมากมาย จากจุดเริ่มด้วยความต้องการแก้ไขปัญหาการใช้ปุ๋ยและยาฆ่าหญ้าในการทำนาเพราะชาวบ้านทั้งหมู่บ้านมีสารพิษอยู่ในร่างกาย นอกจากผลด้านสุขภาพที่ดีขึ้นยังเกิดกลุ่มอาชีพต่างๆ อย่างกลุ่มผลิตภัณฑ์สุ่มไก่และตะกร้าไม้ไผ่รายใหญ่ เป็นหมู่บ้านผู้ผลิตข้าวอินทรีย์ส่งขายทั่วประเทศ และหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงเกษตร ที่มีเคล็ดลับเริ่มจากผู้นำชุมชนทำงานแบบนั่งจับเข่าพูดคุยกันเพื่อชักชวนชาวบ้านเข้าร่วม

ทุกตัวแทนชุมชน จะอยู่ในทุกระดับขั้นที่น้อมนำแนวทางของเกษตรทฤษฎีใหม่ตามพระราชดำริ มาปรับใช้ เป็นตัวอย่างที่จะเห็นได้ว่าแต่ละขั้นตอนสามารถทำได้ หากมีแนวทางที่ชัดเจนก็จะเห็นผลสำเร็จ ถือได้ว่าเป็นตัวอย่างของการทำงานแบบบูรณาการ

