ฟอร์ติเน็ตเปิดตัวโปรแกรม Cyber Threat Assessment Program ในไทย

8.03.16 | 11:46 น.

ฟอร์ติเน็ต Fortinet® (NASDAQ: FTNT) – ผู้นำในโซลูชั่นทรงประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยไซเบอร์ประกาศเปิดตัวโปรแกรมการตรวจสอบภัยไซเบอร์ (Cyber Threat Assessment Program: CTAP) ใหม่ ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถวิเคราะห์ เห็นประเภทและจำนวนของภัยไซเบอร์ที่เข้ามารุกรานองค์กรของตน รวมทั้งภัยที่กำลังจะเกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน โดยที่บริการใหม่นี้เกิดจากการทำงานร่วมกันของฟอร์ติเน็ตและศูนย์วิเคราะห์ภัยฟอร์ติการ์ตแล็ปส์ในการรวมข้อมูลด้านภัยคุกคามและศักยภาพทั้งหมดในการวิเคราะห์ภัยตั้งแต่ต้นทางจนปลายทางและให้คำแนะนำอย่างละเอียดแก่ลูกค้า โดยจากการวิเคราะห์สถาการณ์ขององค์กรที่ร่วมในโปรแกรมนี้ พบว่าโซเชี่ยลมีเดียและแอพลิเคชันคอนโทรลต้องการระบบความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง ในขณะที่ธุรกิจธนาคารกำลังตกเป็นเป้าหมายภัยคุกคามในขณะนี้

โปรแกรมช่วยให้พบภัยที่ยังไม่รู้จักทั้งหลาย และช่วยหากลยุทธ์ในการป้องกัน
ฟอร์ติเน็ตได้ทำงานร่วมกับพันธมิตรที่น่าเชื่อถือมากมายสร้างโปรแกรม CTAP ใหม่นี้ให้กับลูกค้าองค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิคฟิครวมทั้งในประเทศไทยโดยปราศจากค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด โดยตลอดกระบวนการตรวจสอบนี้ จะมีการติดตั้งอุปกรณ์ฟอร์ติเกทในเครือข่ายตามที่เหมาะสม ซึ่งจะทำหน้าที่วิเคราะห์ทราฟฟิคเพื่อสำรวจหาภัยคุกคาม มัลแวร์และอัปพลิเคชั่นที่น่าสงสัยที่อาจจะนำมาซึ่งความเสี่ยงของเครือข่าย ทำความเสียหายให้กับข้อมูลและไฟล์สำคัญๆ องค์กร และหลังจากได้รวบรวมข้อมูลแล้ว จะใช้อุปกรณ์ฟอร์ติอนาไลเซอร์ออกรายงานผลวิเคราะห์ของ Application traffic รวมทั้ง User productivity และ Network utilization และ Overall security risk และ Related business risk พร้อมได้ให้ให้ข้อแนะนำกลยุทธในการพัฒนาระบบความปลอดภัยเครือข่ายให้แข็งแกร่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น

มร. จอห์น แมดิสัน รองประธานอาวุโสด้านผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นแห่งฟอร์ติเน็ตกล่าวว่า “ในอดีตนั้น ไฟร์วอลล์สามารถตรวจพบภัยหลักๆ ที่เข้ามาในเครือข่ายได้ง่ายกว่าในปัจจุบัน เนื่องจากทราฟฟิคที่เข้ามาจะถูกแยกแยะได้ตามประเภทโปรโตคอล และแฮกเกอร์ยังมีวิธีคุกคามที่ยังไม่แยบยล แต่ในปัจจุบันนี้ ภัยคุกคามเครือข่ายถูกออกแบบให้สามารถหลีกเลี่ยงการค้นพบโดยการข้ามไฟร์วอลล์แบบเดิมๆ ได้อย่างง่ายๆ ดังนั้น โปรแกรมใหม่นี้ จึงออกแบบมาให้แก้ไขปัญหาเดิมๆ และยังสามารถหาโซลูชั่นป้องกันภัยได้อย่างรวดเร็ว และยังช่วยลดความเสี่ยงด้านธุรกิจลงอีกด้วย”

พบโซเชี่ยลมีเดียและแอพลิเคชันคอนโทรลเปราะบาง ธุรกิจการเงินเป็นเป้าหมายภัยคุกคาม

ในช่วงระยะ 4 เดือนที่ผ่านมา มีองค์กรลูกค้าของฟอร์ติเน็ตนับร้อยๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมโปรแกรมนี้ และได้รับการวิเคราะห์สถานะด้านความปลอดภัยเครือข่าย และพบว่า

Advertisement

1.องค์กรในทุกขนาดและทุกธุรกิจของกลุ่มองค์กรที่เข้าโตรงการนี้ยังเผชิญกับปัญหาภัยคุกคามอย่างต่อเนื่อง โดยพบความพยายามมากกว่า 32.14 ล้านครั้งที่จะคุกคามเครือข่าย ซึ่งเป็นมัลแวร์ประเภท Conficker, Nemucod และ ZeroAccess ที่พยายามแพร่เชื้อลงในเครื่องต่างๆ โดยพบ Conficker ถึง 5,230 ครั้ง พบ Nemucod 4,220 ครั้ง ตามด้วย ZeroAccess 3,210 ครั้ง

2.กิจกรรมการใช้งานโซเชี่ยลมีเดียและมัลติมีเดียสตรีมมิ่งเป็นทราฟฟิคที่วิ่งในเครือข่ายมากถึง 25.65% ส่งผลให้ระบบและข้อมูลขององค์กรมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อจากการดาวน์โหลดต่างๆ รวมทั้งภัยที่อาศัยช่องโหว่จากพฤติกรรมของผู้ใช้ (Social Engineering) และไวรัสที่แฝงตัวในโฆษณา (Malvertising) โดยที่เฟสบุคเป็นโซเชี่ยลมีเดียไซต์ที่สร้างทราฟฟิคมากถึง 47.27% ตามด้วยยาฮูที่มีคอนเท้นท์ประเภทสตรีมมิ่งวิ่งบนเครือข่ายทั้งหมดมากถึง 42.29%

3.แอพลิเคชันคอนโทรล (Application control) กลายเป็นสิ่งท้าทายของผู้ดูแลระบบ ทราฟฟิคประเภท peer-to-peer ซึ่งส่วนใหญ่มาจาก Bittorrent และการเล่นเกมส์ทั้งหลาย ทำให้เครือข่ายมีความเสี่ยงต่อข้อมูลอันตรายที่แฝงมากับแอปพลิเคชั่นและไฟล์ดาวน์โหลดในไซต์ยอดนิยมต่างๆ ดังนั้น องค์กรจึงควรระมัดระวังเมื่อสร้างนโยบายด้าน Application control

4.องค์กรในธุรกิจการเงินและธนาคารที่มีข้อมูลสำคัญๆ ในเครือข่ายมากมาย ตกเป็นเป้าหมายของภัยคุกคาม โดยพบกิจกรรมอันตรายมากถึง 44.6% จากกิจกรรมทั้งหมดที่เกิดบนเครือข่าย ทั้งนี้ แฮกเกอร์ปัจจุบันนิยมใช้การคุกคามที่ทำงานรวดเร็ว และมุ่งเน้นใช้โทรจันชั้นสูงและกลยุทธ์แทรกซึมและขยาย (Land-and-expand) ในการรุกรานเครือข่ายขององค์กรด้านการเงินต่างๆ

นายพีระพงศ์ จงวิบูลย์ ผู้อำนวยการขาย ในภูมิภาคอินโดจีน แห่งฟอร์ติเน็ต กล่าวเพิ่มเติมว่า “ทางฟอร์ติเน็ต ประเทศไทยเองได้นำเสนอโปรแกรมพิเศษนี้ร่วมกับพันธมิตรให้กับองค์กรในประเทศไทยด้วยศักยภาพการวิเคราะห์ภัยอย่างลึกซึ้งและให้คำแนะนำอย่างละเอียดแก่ลูกค้าที่ครบถ้วนเช่นกัน โดยผลการวิเคราะห์ที่พบจะช่วยลดความเสี่ยงทางธุรกิจลง ในขณะที่ช่วยสร้างเครือข่ายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันขององค์กรให้สูงขึ้น”