เมื่อชีวิตการทำงานดำเนินมาถึงจุดหนึ่ง หลายคนมักย้อนถามตัวเองว่า เรากำลังทำงานไปเพื่ออะไร และตนเองรักงานที่ทำอยู่หรือไม่
กว่าครึ่งชีวิตของคนเรานั้นวนเวียนอยู่ในวัฏจักรของการทำงาน จนคำกล่าวที่ว่า “งานคือชีวิต และชีวิตคือการทำงาน” กลายเป็นคติประจำใจสำหรับใครหลายๆ คน
เรามักจะได้ยินคำพร่ำบอกจากคนรอบตัวอยู่เสมอว่าให้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักแล้วชีวิตจึงจะมีความสุข แต่หลายครั้งคำกล่าวเช่นนั้นก็เป็นเรื่องของอุดมคติมากกว่าสิ่งที่นำไปปฏิบัติใช้ได้จริง วันนี้บุคลากรคนเก่งของบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) จะมาถ่ายทอดประสบการณ์รวมถึงแนวคิดที่น่าสนใจจากการทำงานจริงให้เราได้ฟังกัน
นับตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรในปี พ.ศ. 2539 จนถึงปัจจุบัน ก็เป็นเวลาร่วม 21 ปีแล้วที่คุณอนันต์ ฉัตรเงินงาม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโสส่วนงานบัญชี บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ได้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ และสติปัญญาให้กับการทำงานภายในองค์กร
คุณอนันต์ยังคงจำได้ดีถึงความรู้สึกของการทำงานภายในช่วงปีแรก และให้คำนิยามแก่ช่วงเวลาเหล่านั้นว่าเป็น “ความประทับใจบนความยากลำบาก”
“จำได้ว่าช่วงที่ผมเพิ่งเริ่มเข้าทำงานใหม่ๆ ทุกคนทำงานกันอย่างแข็งขัน หามรุ่งหามค่ำเลยก็ว่าได้ครับ เราทำงานกันบนความเครียด ความกดดัน เนื่องจากงานบัญชีเป็นงานที่มีกำหนดเวลาค่อนข้างตายตัว อย่างไรก็ตาม เราก็สามารถทำงานจนผ่านพ้นไปได้ด้วยดีทุกครั้ง เพราะทุกคนในทีมทำงานด้วยความอดทน และคอยให้กำลังใจซึ่งกันและกัน” คุณอนันต์กล่าว
คุณอนันต์เผยว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตนและองค์กรได้ประสบกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะในเรื่องของบรรยากาศในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของการทำงานที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย เทคโนโลยีและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่สอดแทรกเพิ่มเติมเข้ามาในการทำงาน รวมไปถึงแนวคิดที่ผันแปรไปตามกาลเวลาและกระแสของโลก
“ปัจจุบันนี้เวลากำหนดแนวทางในการทำงาน เราต้องคำนึงถึงบริบทของยุคสมัยที่เป็นดิจิทัลมากขึ้น รวมถึงต้องรู้จักนำเทคโนโลยีต่างๆ มาปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ เพราะนอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกและลดเวลาในการทำงานแล้ว ยังเป็นสิ่งที่สื่อให้เห็นว่าองค์กรเป็นองค์กรที่ทันสมัยด้วย”
หัวเรือใหญ่ของส่วนงานบัญชีรายนี้เผยว่าแนวคิดที่ตนยึดถือปฏิบัติมาตลอด 20 ปีที่ผ่านมาคือการทำงานบนหลักการของความถูกต้อง
“เนื่องจากส่วนงานที่ผมรับผิดชอบคืองานบัญชี ดังนั้นการทำงานจึงต้องมีมาตรฐาน และตั้งอยู่บนความโปร่งใสครับ”

คุณอนันต์ชี้ว่าภาวะผู้นำนั้นไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวคนเรามาตั้งแต่เกิด หากแต่มาจากการสั่งสมและบ่มเพาะผ่านการทำงาน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่พบเจอกับปัญหาและอุปสรรคต่างๆ นอกจากนี้เรื่องเอกภาพขององค์กรก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ คุณอนันต์ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายในองค์กรไว้ว่า
“เราต้องทำงานโดยมีเป้าหมายเป็นที่ตั้ง ต้องรู้ตัวว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ครับ ผมเชื่อว่าถ้าทุกคนมีเป้าหมายที่แน่ชัดในการทำงาน เราก็จะพยายามหาวิธีการเพื่อบรรลุเป้าหมายที่เราตั้งไว้ให้ได้ ส่วนตัวผมมักจะนำเป้าหมายขององค์กรมาปรับใช้กับการทำงานของตัวเอง เพื่อให้งานออกมาสอดคล้องกับทิศทางของบริษัทครับ”
“ดังนั้นเราต้องรู้ว่าบริษัทมีเป้าหมายอย่างไร แล้วจึงมากำหนดเป้าหมายในหน่วยงานของเรา จากนั้นค่อยกำหนดเป้าหมายของแต่ละคนแยกกันไปอีกที”
“เรื่องทัศนคติของบุคลากรก็สำคัญ ผมเชื่อว่าเราทุกคนควรเรียนรู้และอัพเดทสิ่งใหม่ในทุกๆ ด้านอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพที่เราต้องรับผิดชอบโดยตรง หรือในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมการทำงานโดยทั่วไปครับ”
คุณอนันต์เน้นว่าความคิดสร้างสรรค์คือองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพ
“ผมย้ำกับน้องๆ ในทีมเสมอว่าเราจะต้องหาวิธีพัฒนาปรับปรุงกระบวนการทำงานอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ยึดติดกับวิธีใดวิธีหนึ่งตลอดไป เพราะการที่เราพยายามคิดหรือพยายามปรับปรุงวิธีการทำงานอยู่เสมอจะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้น และลดเวลาที่เราจะเหนื่อยในการทำงานให้น้อยลง”
“ไม่ว่าจะอยู่ในสายงานอะไร เราก็ต้องฝึกฝนตัวเองให้มีความคิดริเริ่มใหม่ๆ อยู่เสมอ ยิ่งผมเองทำงานในองค์กรที่เกี่ยวกับนวัตกรรมอย่างอินทัชก็ยิ่งต้องพัฒนาตัวเองให้เป็นคนที่อินโนเวทีฟตลอดเวลาครับ” คุณอนันต์เสริม
คุณอนันต์เปรียบองค์กรที่ทำงานเป็นเสมือนบ้านและโรงเรียนที่คอยสนับสนุนและเปิดโอกาสให้พนักงานได้ตักตวงและเรียนรู้สิ่งใหม่อย่างไม่หยุดนิ่ง
“ผมได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ ในหลายแง่มุมจากการทำงานร่วมกับอินทัช ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงภายในตัวองค์กรเอง หรือแม้กระทั่งวิกฤตจากปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบมายังองค์กรก็เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราเติบโตเช่นกันครับ”
บางคนมีความคิดว่า “งานคือเงิน” และเงินเท่านั้นคือสิ่งที่จะบันดาลความสุขให้กับชีวิต โดยอาจหลงลืมไปว่าถ้าหากเรารู้จักหาความสุขและคุณค่าจากตัวงาน แม้จะเป็นเพียงมุมเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถทำให้แต่ละวันที่ออกจากบ้านมาทำงานกลายเป็นช่วงเวลาที่มีความหมายขึ้นได้
คุณอนันต์ให้ทัศนะที่มีต่ออินทัช บริษัทโฮลดิ้งส์ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 34 พร้อมกับวิสัยทัศน์ “Connecting Thais for Sustainable Growth” ไว้ว่า “จากการที่ผมได้ทำงานเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรอย่างอินทัช ผมมองว่าการทำงานของผมได้มีส่วนช่วยให้คนไทยได้เชื่อมต่อถึงกันผ่านโทรคมนาคม สื่อ และเทคโนโลยี เมื่อคิดอย่างนั้นแล้วมันก็เป็นอีกความภาคภูมิใจในการทำงานครับ”
เมื่อวันเวลาผ่านไป และวันเกษียณเริ่มย่างใกล้เข้ามา แทนที่ร่างกายและจิตใจจะเหนื่อยล้า คุณอนันต์กลับมองว่าตัวเองจะกลายเป็นหนุ่มยิ่งขึ้นไปพร้อมๆ กับองค์กร
”ผมคิดว่าองค์กรของเราในวันหน้าจะดูหนุ่มขึ้นยิ่งกว่าวันนี้เสียอีก เราจะกลายเป็นองค์กรที่กระฉับกระเฉงขึ้นและเข้าถึงคนไทยได้มากขึ้น ผมก็ต้องกระตุ้นตัวเองและปรับตัวให้หนุ่มขึ้นตามองค์กรไปด้วยครับ” คุณอนันต์กล่าวด้วยรอยยิ้ม
เมื่อได้ฟังเรื่องราวและแง่คิดในการทำงานจากคุณอนันต์แล้ว ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคุณอนันต์จึงเป็นบุคลากรที่ประสบความสำเร็จและเติบโตก้าวหน้าไปพร้อมกับองค์กรมาได้กว่า 20 ปี เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่ตอกย้ำว่าเมื่อคนเราได้ทำในสิ่งที่รักและศรัทธา ตัวเองก็จะมีความสุขและความภาคภูมิใจ มองย้อนกลับไปเมื่อใดก็สุขใจเสมอ

