ศพก.แม่เย็น จ.เชียงราย โชว์ผลสำเร็จโครงการ 9101 ผลิตปุ๋ยใช้ในชุม ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สินค้ามีคุณภาพจริง

30.08.17 | 19:17 น.

ประธานกลุ่มปุ๋ยอินทรีย์ ต.แม่เย็น จ.เชียงราย ชี้โครงการ 9101 คืบหน้ากว่า 90% เผยเกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตได้จริง

คุณพัณณิตา เย็นจุรีย์ ประธานกลุ่มปุ๋ยอินทรีย์ ชุมชนที่ 7/2 ต.แม่เย็น อ.พาน จ.เชียงราย กล่าวว่า ในส่วนของกลุ่มปุ๋ยอินทรีย์ ชุมชนที่ 7/2 ต.แม่เย็น อ.พาน จ.เชียงราย เป็น 1 ใน 10 เครือข่ายของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ต.แม่เย็น อ.พาน จ.เชียงราย โดยที่ผ่านมา ศพก.แม่เย็นได้มีการรวมกลุ่มที่มีความเข้มแข็ง และทำงานกันเป็นทีมโดยในปี 60 ได้รับนโยบายจากกรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดให้ขยายกลุ่มย่อยของ ศพก.ออกมา ศพก.ละ 10 กลุ่มย่อย เพื่อให้บริการประชาชนและเกษตรกรได้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

ในส่วนของการดำเนินงานของกลุ่มย่อย กลุ่มปุ๋ยอินทรีย์ ชุมชนที่ 7/2 ต.แม่เย็น อ.พาน จ.เชียงราย ที่ตนรับผิดชอบดูแลอยู่ รวมทั้งเป็นประธานกลุ่ม ประกอบไปด้วย 6 หมู่บ้านใน อ.พาน มีประชากรรวมทั้งสิ้น 1,000 กว่าคน โดยกลุ่มย่อยของตนก็ได้เข้าร่วมนำเสนอกิจกรรมในโครงการ 9101 ว่าด้วยการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้ในการทำเกษตรของคนในชุมชน ซึ่งโครงการดังกล่าวก็ได้รับความเห็นชอบและอนุมัติโดยคณะกรรมจังหวัด พร้อมกับได้รับการอนุมัติงบประมาณเพื่อมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์จำนวนกว่า 7 แสนบาท

ขณะนี้ผลการดำเนินงานได้มีความคืบไปแล้วกว่า 90% คือ ขณะนี้ 5 ใน 6 หมู่บ้านสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์แล้วเสร็จ พร้อมกับเบิกจ่ายเงินค่าวัสดุแรงงานไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยังเหลืออีกเพียง 1 หมู่บ้านที่กำลังอยู่ในช่วงของการดำเนินการ โดยความล่าช้าเกิดจากสภาพอากาศที่มีฝนตกต่อเนื่องจึงทำให้การดำเนินงานล่าช้าไป ปัจจุบันสามารถดำเนินการไปแล้วกว่า 40% และคาดว่าจะสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ 100% ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ ตามแผนงานที่รัฐบาลวางไว้ว่าให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสิงหาคมนี้อย่างแน่นอน

Advertisement

“ทั้งนี้การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ของกลุ่มฯ จะประกอบไปด้วยปุ๋ยน้ำหมัก และปุ๋ยอินทรีย์จากมูลสัตว์ โดยวัตถุดิบที่นำมาใช้ส่วนใหญ่จะเป็นวัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่น อาทิ การผลิตปุ๋ยน้ำหมักจะใช้สับปะรดตกเกรดที่ส่งโรงงานไม่ได้ เราก็รับซื้อมาจากเกษตรกรเพื่อนำมาผลิตปุ๋ยน้ำหมัก นอกจากปุ๋ยน้ำหมักในส่วนของปุ๋ยอินทรีย์กลุ่มฯ ก็มีการผลิตเช่นกัน

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของเกษตรกรในชุมชน โดยหลักๆ ชาวบ้านจะนิยมใช้ปุ๋ยน้ำหมักไปหมักปุ๋ยอินทรีย์อีกที หรือไม่ก็นำไปใช้ในพืชชนิดต่างๆ ได้แก่ นาข้าว สับปะรด พืชผักสวนครัว และไม้ผล เป็นต้น เนื่องจากปุ๋ยน้ำหมักที่ผลิตออกมานั้นมีคุณภาพที่ดีอยู่ในระดับเกรด A และ B จากการส่งไปตรวจสอบยังห้องแลปของภาครัฐ พบว่าปุ๋ยดังกล่าวสามารถช่วยปรับสภาพดินให้มีความอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ในระยะยาวสามารถช่วยให้ผลผลิตดีขึ้น ภายใต้ต้นทุนการผลิตที่ลดลง ซึ่งโครงการดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งโครงการดีๆ ที่เข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง” คุณพัณณิตา กล่าว