รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตั้งเป้าหมายตั้งแต่แรกเริ่มในการเข้ามาบริหารประเทศว่า ประเทศไทยจำต้องมีการปฏิรูปในหลายด้าน รวมถึงปฏิรูปแนวทางการพัฒนาประเทศเพื่อไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน
ความไม่ต่อเนื่องในนโยบายรัฐบาล การเมืองเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง นโยบายที่เน้นหาเสียงมากกว่าการวางรากฐานเพื่ออนาคต เหล่านี้ล้วนเป็นต้นตอของการพัฒนาประเทศในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา
เพื่อเป็นการวางรากฐานสำคัญให้ประเทศ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ได้จัดทำยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) เป็นแผนแม่บทในการพัฒนาประเทศ ขณะที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12-15 จะถูกปรับให้เป็นแผนปฏิบัติการของยุทธศาสตร์ชาติ
ยุทธศาสตร์ชาติได้วางวิสัยทัศน์ คือ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์

พร้อมกันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ได้ผลักดันการบริหารประเทศด้วยยุทธศาสตร์ชาติให้มีการบัญญัติไว้ในกฎหมายสูงสุดของประเทศ นั่นคือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งผ่านการเห็นชอบจากมติของปวงชนชาวไทย โดยกำหนดให้มีกฎหมายลูกรองรับ เพื่อให้ทุกรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ต้องดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ กล่าวคือ พระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2560 และพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ.2560 ที่ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2560 ที่ผ่านมา จะเป็นกลไกสำคัญในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์และขั้นตอนการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลจัดทำไว้ และเพิ่มเติมด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน อันเป็นกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนเพื่อวางอนาคตร่วมกัน
นายเสรี สุวรรณภานนท์ อดีตประธานกรรมาธิการการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ด้านการเมือง กล่าวว่า การบริหารราชการแผ่นดิน เป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร หนึ่งในอำนาจสูงสุดของประเทศ นอกจากฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการ แต่ที่ผ่านมารัฐบาลเลือกตั้ง โดยคณะรัฐมนตรีซึ่งส่วนใหญ่มาจากตัวแทนจากพรรคการเมืองหลายพรรค หรือพรรคการเมืองพรรคเดียว แต่มีหลายกลุ่มหรือหลายมุ้ง และบางครั้งอาจเข้ามาในช่วงการใช้อำนาจพิเศษ ทำให้นโยบายการบริหารประเทศไม่ต่อเนื่องและไม่มีความยั่งยืน เปลี่ยนแปลงไปตามทิศทางของผู้ใช้อำนาจรัฐ หมายรวมถึงเจ้าของพรรคการเมือง ผู้บริหารพรรคการเมือง หรือเป็นไปตามแนวทางความคิดเห็น ตามความรู้ความสามารถส่วนบุคคลในฐานะที่เข้าทำหน้าที่เป็นผู้ใช้อำนาจรัฐ หรืออำนาจความเป็นรัฐมนตรีในกระทรวงต่างๆ ดังนั้น นโยบายในการบริหารพัฒนาประเทศจึงขาดทิศทางที่ชัดเจน หรือไม่มีความยั่งยืน ที่สำคัญมีความไม่แน่นอนสูง
“กฎหมายว่าด้วยการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ของท่านนายกฯประยุทธ์ เป็นกฎหมายหลักที่สำคัญที่จะทำให้มีผู้นำในการบริหารประเทศอย่างมีวิสัยทัศน์ ที่จะนำไปสู่การบริหารพัฒนาประเทศที่มีประสิทธิภาพอย่างมีเป้าหมาย และจะต้องมีการกำหนดและการใช้งบประมาณอย่างมีเหตุมีผลและได้ประโยชน์สูงสุด ทำให้เป็นหลักประกันแก่ประเทศชาติ ทำให้มีรัฐบาลที่มีเสถียรและประเทศชาติมีความมั่นคง ไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามอารมณ์ หรือตามความคิดของผู้ใช้อำนาจรัฐแต่ละคน” นายเสรีกล่าวชื่นชม
นายเสรีกล่าวด้วยว่า ยุทธศาสตร์ชาติแม้ว่าจะมีสภาพที่ถูกกำหนดหรือถูกบังคับโดยกฎหมายให้มีกระบวนการที่จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติที่กำหนดไว้ ทว่า เชื่อได้ว่ายุทธศาสตร์ชาติที่รัฐบาลนี้ได้จัดทำจะมีเป้าหมายและมีแนวทางที่ชัดเจนในการบริหารพัฒนาประเทศแบบต่อเนื่องอย่างยั่งยืน อย่างน้อยในช่วงเวลา 20 ปีนับต่อไปนี้ จะเป็นช่วงเวลาที่ประเทศชาติจะมีการพัฒนาให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าไปอย่างต่อเนื่องและมีทิศทางที่ยั่งยืน

ด้าน นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง กล่าวว่า การที่ประเทศไทยโดยท่านนายกรัฐมนตรีกำลังวางยุทธศาสตร์ประเทศในระยะยาว 20 ปี นับเป็นเรื่องที่ดีและความจริงประเทศไทยควรจะทำมาตั้งนานแล้ว ที่ผ่านมาเราขาดการวางแผนการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ทำให้หลายช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยแค่ 3.8% เกือบจะต่ำที่สุดในภูมิภาค และยิ่งเมื่อเทียบประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย ล้วนขยายตัวเกิน 5% ขณะที่ลาว กัมพูชา เวียดนาม ต่างก็เติบโต 7% ขึ้นไป
“ยุทธศาสตร์ระยะยาวจะกลายเป็นรากฐานสำคัญ ที่ทำให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งผ่านการพิสูจน์มาแล้วในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์หรือมาเลเซีย เริ่มต้นจากการเป็นประเทศกำลังพัฒนาเช่นเดียวกับไทย ต่อมาเมื่อมีการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติระยะยาว ซึ่งสิงคโปร์ทำมาแล้ว 2-3 แผน ทำให้กลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว และมีรายได้ต่อหัวสูงกว่าคนไทย 8-9 เท่า ขณะที่มาเลเซียได้เริ่มทำมาตั้งแต่ยุค 90 ตอนนี้กำลังจะหลุดพ้นกับดักประเทศกำลังพัฒนา และก็มีรายได้ประชากรต่อหัวมากกว่าไทย 1 เท่าตัว” นักวิชาการผู้นี้ยกตัวอย่าง
นายสมชายกล่าวอีกว่า เมื่อหลักการดีแล้ว แต่สิ่งที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์อยู่ที่การนำแผนไปปฏิบัติให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกอนาคตให้ได้ เพราะโลกวันนี้เปลี่ยนแปลงเร็วมาก กำลังก้าวข้ามจากยุคดิจิทัล ไปสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ฉะนั้น การที่รัฐบาลไทยวางยุทธศาสตร์ประเทศไทยไปสู่ “ไทยแลนด์ 4.0” รวมถึงกำหนดการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย จึงเชื่อได้ว่าประเทศไทยมีโอกาสประสบความสำเร็จอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านอุตสาหกรรมการเกษตร ด้านสุขภาพ และด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เนื่องจากไทยมีต้นทุนทางการเกษตร การท่องเที่ยวและวัฒนธรรมที่ดีอยู่แล้ว จึงน่าจะต่อยอดได้ไม่ยาก
แต่บางกลุ่มอุตสาหกรรมก็มีความจำเป็นที่จะต้องปรับตัวเพิ่ม เช่น อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ และดิจิทัล เพราะไทยยังขาดทักษะในด้านนี้อยู่ โจทย์ใหญ่คือภาครัฐต้องพัฒนาเรื่องคนและระบบการศึกษาให้รองรับต่อการเปลี่ยนแปลง และการสร้างนวัตกรรมเพื่อต่อยอดให้เกิดมูลค่าเพิ่มได้จริง ไม่ใช่เป็นแค่อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ หรือดิจิทัลระดับล่างที่มีมูลค่าไม่สูง
เป็นเสียงสะท้อนจากทางการเมืองและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจที่มีต่อยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ที่มี พล.อ.ประยุทธ์เดินนำหน้าชูธงนำพาประเทศไทยและคนไทยไปสู่เป้าหมาย “ประเทศไทยจะมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งรัฐบาลจะขับเคลื่อนฝ่ายเดียวคงไม่ได้ ย่อมต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม นำพาไปให้ถึงหลักชัยของการพัฒนาดังที่ตั้งใจไว้.

