เนื่องในวาระครบรอบ 50 ปี ของการสถาปนากรมส่งเสริมการเกษตร ในวันที่ 21 ตุลาคม นี้ ถือเป็นโอกาสดีที่กรมส่งเสริมการเกษตรจะได้ทบทวนบทบาทของหน่วยงานและพัฒนาภารกิจในความรับผิดชอบมุ่งผลักดันและส่งเสริมภาคการเกษตรของไทยเข้าสู่การเป็น SMART AGRICULTURE สอดรับกับนโยบาย Thailand 4.0 ด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพของภาคการเกษตร สร้างความสมดุลในการพัฒนาให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้ นักส่งเสริมการเกษตรและเกษตรกรเป็นเพื่อนคู่คิดและมิตรแท้ต่อกัน ร่วมกันสร้างสรรค์ผลิตผลทางการเกษตรให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภค สู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การดำเนินงานในรอบปีที่ผ่านมา กรมฯ ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มผลผลิตทางด้านการเกษตรให้เกษตรกรในทุกสาขาอาชีพ และที่สำคัญคือต้องลดต้นทุนการผลิตให้ได้ ด้วยการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ การนำเครื่องจักรกลทางการเกษตรมาใช้ รวมทั้งการปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิต ยกระดับมาตรฐานสินค้า ผ่านเทคโนโลยี และวิธีการต่างๆ
โดยมีศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือ ศพก. และศูนย์เครือข่าย เป็นแหล่งให้บริการทางการเกษตรและแหล่งถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ โดยมีเกษตรกรต้นแบบ เป็นตัวอย่างที่เห็นผลจริงให้กับเกษตรกรรายอื่นๆ พัฒนาศักยภาพของ ศพก. ให้ครอบคลุมทุกสาขาความรู้และเพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร สนับสนุนให้เกษตรกรรวมตัวกัน เพื่อทำการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ซึ่งขณะนี้สามารถขยายออกไปได้มากถึง 4,000 กว่าแปลงแล้ว จากเดิมที่มีเพียง 500 กว่าแปลงเท่านั้น
ลักษณะการดำเนินการดังกล่าว ส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของผลผลิต และลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรได้มากกว่า 4,000 ล้านบาท อีกทั้งยังสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเกษตรกรให้ปรับระบบการผลิตในฟาร์มของตน พัฒนาจากการเป็นผู้ผลิต เป็นผู้ประกอบการทางการเกษตร ส่งเสริมให้เกษตรกรรู้จักการบริหารจัดการแปลง/ฟาร์ม โดยเริ่มจากการทำแผนการผลิต วิธีการผลิต และศึกษาขั้นตอนการผลิต รวมทั้งนำเทคโนโลยี ความรู้มาใช้ การบริหารจัดการด้านการตลาด เป็นขั้นตอนสำคัญในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนั่นเอง
สมชาย กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นเพียงหน่วยงานเดียวของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มีเจ้าหน้าที่ในระดับตำบล ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตร ต้องรับภารกิจงานที่หลากหลาย การจัดระบบส่งเสริมการเกษตร จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตร มีระบบการทำงานที่ชัดเจนและสามารถประสานการดำเนินงานในพื้นที่กับหน่วยงานต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และใกล้ชิดกับเกษตรกรมากยิ่งขึ้น

“ในปี 2561 กรมฯ ได้วางเป้าหมาย ผลักดันให้เกษตรกรเข้าสู่ระบบการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ให้มากขึ้น และก้าวสู่การเป็น Smart Farmer พัฒนาความสามารถของ Young Smart Farmer สร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นกับเครือข่ายของเกษตรกร
ในขณะที่ ศพก. ต้องมีขีดความสามารถในการเป็นแหล่งบริการวิชาการทางการเกษตรอย่างแท้จริง และเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตรซึ่งอยู่ในช่วงของการผลัดเปลี่ยนเลือดใหม่ ต้องปฏิบัติงานอย่างมีเป้าหมาย และชัดเจนในบทบาทของตนเอง Balance ระหว่างงานระหว่างงานตามนโยบายเน้นหนักของกระทรวงเกษตรฯ (agenda) และงานตามภารกิจหลักของกรมส่งเสริมการเกษตร (function) อย่างเป็นรูปธรรม คือ การส่งเสริมและถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตร รวมทั้งงานให้บริการแก่เกษตรกร และสถาบันเกษตรกร โดยใช้ระบบส่งเสริมการเกษตร (Training and Visit System) เป็นกลไกขับเคลื่อนการดำเนินงาน” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว
สำหรับผลงานในรอบปี 2560 ที่ผ่านมาถือเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาบุคลากร, การสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร, การช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยพิบัติต่างๆ รวมทั้งการดำเนินโครงการตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล เป็นต้น และที่สุดของความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของนักส่งเสริมการเกษตร คือการได้สนองงานโครงการพระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และพระบรมวงศานุวงศ์ ที่ได้พระราชทานแนวทางการดำเนินงานให้หน่วยงานต่างๆ นำไปปฏิบัติเพื่อช่วยเหลือให้ราษฎรผู้ประสบความทุกข์ยาก ด้อยโอกาสและยากจน ตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งล้วนแล้วแต่ยึดหลักตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรให้พออยู่พอกิน สามารถพึ่งตนเองได้ในระยะยาว โดยงานที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการ คือ
การขยายผลโครงการพระราชดำริ
เป็นการน้อมนำแนวทางพระราชดำริ เพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่ และการพัฒนาอาชีพด้านการเกษตรมาดำเนินการขยายผลไปสู่เกษตรกรและชุมชน ซึ่งผลการดำเนินงานที่ผ่านมาทำให้ปัญหาด้านการเกษตรในพื้นที่ลดลง เกษตรกรสามารถน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่การปฏิบัติจนเป็นวิถีชีวิต มีการขยายผลองค์ความรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริไปสู่เกษตรกรทั่วไปใน 9 โครงการ จำนวน 5,212 ราย มีการสร้างความต่อเนื่องในระดับนโยบาย โดยบรรจุในแผนพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ และเกิดฐานข้อมูลเครือข่ายการขยายผล
นอกจากการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพของเกษตรกรแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินงานตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล ได้แก่
ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือ ศพก.
เป็นศูนย์กลางทางวิชาการและแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรของชุมชน โดยมีเกษตรกรเจ้าของแปลงเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ ใช้สถานที่ของเกษตรกรต้นแบบเป็นที่ตั้งศูนย์ฯ ปัจจุบันมี ศพก.882 ศูนย์ และเครือข่าย 10,523 ศูนย์ ผลการดำเนินงาน ด้านการวิเคราะห์ศักยภาพ ศพก. และศูนย์เครือข่าย มีการพัฒนายกระดับ ศพก.ใน 882 ศูนย์แล้ว แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ
เกรด A เป็นศูนย์ที่มีความสมบูรณ์ และพัฒนาเครือข่ายแล้ว 470 ศูนย์ เกรด
B เป็นศูนย์ขยายเครือข่าย ต้องพัฒนาเพิ่มในบางประเด็น 401 ศูนย์
C ต้องพัฒนาเพิ่มในหลายประเด็น 11 ศูนย์

ด้านพัฒนาศักยภาพ ศพก. มีการปรับปรุง ศพก.โดยการสร้างศาลาเรียนรู้ การจัดทำฐาน/แปลงเรียนรู้ ครบแล้ว 100% มีการสร้าง/พัฒนาวิทยากร พัฒนาศูนย์เครือข่ายแล้ว 10,531 ศูนย์ และอบรมประธาน ศพก.แล้ว 5 รุ่น
ด้านการขับเคลื่อนเครือข่าย ศพก. มีการคัดเลือกและแต่งตั้งคณะกรรมการเครือข่ายระดับจังหวัด เขต และประเทศ เพื่อสร้างช่องทางการติดต่อสื่อสาร การพัฒนาศักยภาพและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยมีการจัดประชุมคณะกรรมการฯ ระดับประเทศไปแล้ว 9 ครั้ง
ด้านการให้บริการของ ศพก. มีการจัดอบรม/ดูงานให้กับเกษตรกร จำนวน 758,995 ราย การบริการข้อมูลข่าวสาร 31,731 ครั้ง การบริการด้านการเกษตรต่างๆ 114,523 ราย การรับเรื่องร้องเรียน 4,777 เรื่อง และการจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field Day) ใน 882 ศูนย์ จัดอบรมไปแล้ว 44,100 ราย เป็นต้น
ส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่
มีเป้าหมายในการพัฒนาเกษตรกรรายย่อยให้เกิดการรวมกลุ่ม ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมกันจัดหาปัจจัยการผลิต และร่วมจัดการการตลาด เพื่อนำไปสู่การลดต้นทุน การเพิ่มผลผลิต มีการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสและขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตร ภายใต้การสนับสนุนและบูรณาการของหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคีต่างๆ
โดยในปี 2560 มีจำนวน 2,548 แปลง พื้นที่ 3.385 ล้านไร่ เกษตรกร 248,999 ราย แบ่งเป็น ข้าว 1,446 แปลง หม่อนไหม 13 แปลง ปศุสัตว์ 137 แปลง ประมง 36 แปลง และพืชอื่นๆ 916 แปลง ผลการดำเนินงานส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ เกษตรกรมีการรวมกลุ่มกันบริหารจัดการ ทำการตลาด ใช้เครื่องจักรกลการเกษตรร่วมกัน การยกระดับเป็นสินค้า GAP มีคุณภาพ ความปลอดภัย ตรงความต้องการของตลาด และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ประเมินผลการดำเนินการปี 2560 พบว่า แปลงใหญ่ โดยการนำของเอกชน เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 1,241 – 1,565 บาท/ไร่ ส่วนแปลงใหญ่ โดยการนำของภาครัฐ เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 992 – 1,168 บาท/ไร่ โดยรวมแล้วทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น รวม 4,864.94 ล้านบาท/ปี
โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ
นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยน้อมนำหลักการเกษตรทฤษฎีใหม่และแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้พระราชทานไว้มาปฏิบัติ พร้อมใช้ศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเครือข่ายเป็นกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาระดับพื้นที่ และเป็นศูนย์การเรียนรู้ทางการเกษตรของชุมชนตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีชุมชนเข้าร่วมโครงการฯ ดังกล่าว จำนวน 9,101 ชุมชน ซึ่งมีการเสนอโครงการ 24,760 โครงการ วงเงิน 20,054.62 ล้านบาท มีเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์ไม่น้อยกว่า 7.78 ล้านรายทั่วประเทศ

กิจกรรมด้านการเกษตรที่ชุมชนเสนอเข้าร่วมโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯมี หลายประเภท ได้แก่ การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ จำนวน 8,505 โครงการ การผลิตพืชและพันธุ์พืช 5,034 โครงการ ด้านปศุสัตว์ 3,474 โครงการ การผลิตอาหาร การแปรรูปผลผลิต และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร 2,900 โครงการ ประมง 2,596 โครงการ ฟาร์มชุมชน 954 โครงการ การจัดการศัตรูพืช 442 โครงการ การปรับปรุงบำรุงดิน 211 โครงการ และการเกษตรอื่นๆ จำนวน 42 โครงการ ซึ่งสำนักงานเกษตรจังหวัดได้โอนเงินให้คณะกรรมการฯระดับชุมชนเพื่อใช้ดำเนินกิจกรรมการเกษตรตามที่เสนอครบถ้วนแล้ว พร้อมให้การสนับสนุน ศพก. 882 แห่ง และ ศพก.เครือข่าย 8,219 แห่งด้วย เน้นความโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้
ทั้งนี้จากการที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรได้ประเมินผลความพึงพอใจของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ เบื้องต้นพบว่า เกษตรกร ร้อยละ 96.12 มีความพึงพอใจในระดับมากถึงมากที่สุดต่อโครงการฯนี้ เนื่องจากสามารถช่วยสร้างงานสร้างอาชีพและสร้างรายได้ในพื้นที่ ทั้งยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน และในระยะยาว คาดว่า ชุมชนและเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯจะมีความเข้มแข็ง เกิดการเรียนรู้และมีส่วนร่วมในการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน สามารถยืนหยัดและพึ่งพาตนเองได้อีกด้วย
งานเกษตรไทยก้าวหน้า ภายใต้ร่มพระบารมี
การจัดงานเกษตรไทยก้าวหน้าภายใต้ร่มพระบารมี เมื่อช่วงกลางเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา ณ บริเวณสวนลุมพินี เพื่อเทิดพระเกียรติและร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ซึ่งทุกคนต่างประจักษ์ถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงอุทิศกำลังความคิด ทุ่มเทพระวรกายอย่างที่ทรงไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อคนไทย โดยเฉพาะด้านการเกษตรทำให้เกษตรกรอยู่ดีมีสุข และเมื่อล่วงเข้าสู่รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 พระองค์ก็ทรงมีพระราชปณิธานแน่วแน่ที่จะสืบสานแนวพระราชดำริ โดยนำ “ศาสตร์พระราชา” มาปัดเป่าทุกข์บำรุงสุขให้แก่คนไทยทุกคน
นอกจากนี้ ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงพลังของเกษตรกรที่น้อมนำศาสตร์พระราชามาใช้ในการประกอบอาชีพ และผลสำเร็จจากการทำการเกษตรตามนโยบายรัฐบาล ทั้งการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่, ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.), เกษตรกรรุ่นใหม่ Young Smart Farmer, การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการเกษตรมาจัดแสดง มีการจำหน่ายสินค้าจากเกษตรกร กว่า 1,000 ร้านค้า รวมทั้งการให้บริการฝึกอาชีพด้านการเกษตรสำหรับสังคมเมือง เพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาเรียนรู้การทำการเกษตรสมัยใหม่ และนำไปปรับใช้ในอนาคต การบริการให้คำปรึกษาด้านการเกษตรแบบครบวงจรในรูปแบบคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ รวมทั้งการสาธิตและการฝึกอบรมหลักสูตรต่าง ๆ ได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากประชาชนให้ความสนใจ สรุปยอดจำนวนผู้เข้าชมงานตลอดทั้ง 5 วัน รวมทั้งสิ้น 104,792 คน แบ่งเป็น นักท่องเที่ยวและประชาชนชาวไทย 99,441 คน นักท่องเที่ยวชาวต่างประเททศ 5,351 คน รายได้จากการจำหน่ายสินค้าและมูลค่าการสั่งสินค้า รวมทั้งหมด 24,556,945 บาท
เกษตรกรเข้มแข็งสู่การเป็น Smart Farmer
พัฒนาเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการต่างๆ ของกรมส่งเสริมการเกษตรให้เกิดเครือข่ายที่เข้มแข็งสามารถเป็นแหล่งเรียนรู้และช่วยพัฒนาเกษตรกรรายอื่นๆ ต่อไป การพัฒนาแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ
1. การเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่อาชีพภาคเกษตร ให้กับยุวเกษตรกรและบุคคลทั่วไป เน้นการสร้างค่านิยม ปลูกฝังทัศนคติที่ดีต่ออาชีพเกษตรกรรม พัฒนาความรู้ ทักษะการเกษตรขั้นพื้นฐาน เสริมสร้างความสามารถในการเข้าถึงข้อมูล ICT และนำข้อมูลไปใช้ได้ การพัฒนาแนวคิดเชิงสร้างสรรค์ เพื่อเตรียมพร้อมก้าวเข้าสู่ภาคเกษตร ผลการดำเนินงานปี 2560 มีกลุ่มยุวเกษตรกร 3,465 ราย ได้รับการพัฒนาทักษะการเกษตรพื้นฐาน เกิดเครือข่ายทั้งภายในและต่างประเทศ การสร้างความร่วมมือเพื่อพัฒนาเยาวชนเกษตรในระดับอุดมศึกษา เกิดเครือข่าย 4-H ในการพัฒนาเยาวชนเกษตรในภูมิภาคอาเซียน
2. การพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่สู่การเกษตร 4.0 โดยพัฒนาทักษะแนวคิดสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ ผลการดำเนินงานมีผู้ได้รับการพัฒนาให้เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่แล้ว จำนวน 2,310 คน เกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ทุกระดับ
3. การพัฒนาเกษตรกรทั่วไป เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันสินค้าเกษตร พัฒนาทักษะการเป็นผู้ประกอบการเกษตรแบบครบวงจร เพิ่มศักยภาพด้านการบริหารจัดการองค์กรและเชื่อมโยงเครือข่าย ผลการดำเนินงานมีเกษตรกรผู้นำศูนย์เครือข่ายได้รับการพัฒนายกระดับเป็น Smart Farmer แล้ว 8,820 ราย เกิดเครือข่าย Smart Farmer ต้นแบบ 2,330 ราย มีอาสาสมัครเกษตร (อกม.) 4,410 ราย ได้รับการถ่ายทอดความรู้ในการจัดทำแผนการผลิตรายบุคคล และขยายผลสู่เกษตรกรในชุมชน 22,050 ราย เกิด Smart Group 462 กลุ่ม จำนวนสมาชิก 9,625 ราย รวมทั้งมีแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ ได้แก่ กลุ่มส่งเสริมอาชีพ/กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร 258 แหล่ง
การส่งเสริมและพัฒนาวิสาหกิจชุมชน
ปัจจุบันมีวิสาหกิจชุมชนที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 84,662 แห่ง สมาชิก 1,452,142 ราย และวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ จำนวน 337 แห่ง โดยมีการประเมินศักยภาพไปแล้ว จำนวน 64,272 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 75.92 นอกจากนั้น ได้มีการจัดประเภทวิสาหกิจชุมชนโดยแบ่งเป็นการผลิตสินค้าทั้งหมด 18 ประเภท โดยมีวิสาหกิจชุมชนประกอบกิจการผลิตพืชจำนวนมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ การผลิตปศุสัตว์ และการแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหาร ตามลำดับ

อีกทั้ง ทางคณะกรรมการส่งเสริมฯ ได้ดำเนินการคัดสรรวิสาหกิจชุมชนดีเด่นเพื่อพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้และเป็นต้นแบบการเรียนรู้ให้กับวิสาหกิจชุมชนอื่น ๆ พร้อมสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนในการจัดเวทีเรียนรู้เพื่อให้สามารถจัดทำแผนพัฒนากิจการขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ ได้ โดยได้เริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2550 จนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนโดยงบประมาณจากแหล่งอื่น ทั้งในส่วนของกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โครงการสนับสนุนเครือข่าย SMEs ใน 18 กลุ่มจังหวัด และจากคณะกรรมการอำนวยการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์แห่งชาติ อีกด้วย
ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานที่กรมส่งเสริมการเกษตรขับเคลื่อนและดูแลเท่านั้น ยังมีภารกิจสำคัญอื่นๆ อีก ไม่ว่าจะเป็น การส่งเสริมการผลิตพืชเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร การลดความเสี่ยงเกษตรกรจากการระบาดศัตรูพืช การขึ้นทะเบียนเกษตรกรเพื่อการวางแผนและให้ความช่วยเหลือตามโครงการต่างๆ ของรัฐ และการพัฒนานักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ ซึ่งล้วนเป็นภารกิจที่สำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์ที่ยั่งยืนของเกษตรกรต่อไป

