ปัญหากำลังผลิตไฟฟ้าสำรองกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน เป็นประเด็นคู่ขนานที่สังคมให้ความสนใจ เนื่องจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้าต้องใช้เงินลงทุนสูง หากมีมากจนเกินไปย่อมมีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าของประชาชน ดังนั้น การวางแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้ง 2 แห่ง จึงได้พิจารณาปัจจัยต่างๆ อย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ทั้งในด้านความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ต้นทุนการผลิตที่เหมาะสม และเทคโนโลยีการดูแลสิ่งแวดล้อมที่ทันสมัย
ภาวะสำรองสูงเกิดจากอะไร
ภาวะปริมาณไฟฟ้าสำรองสูงตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศปี 2558-2579 (PDP2015) ที่คาดว่าจะมีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองสูงเกินกว่าร้อยละ 15 ในช่วงปี 2559-2569 มีสาเหตุจากความต้องการไฟฟ้าที่ขยายตัวลดลงกว่าที่พยากรณ์ไว้ในแผนเดิม (PDP2010 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3) อันเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ทำให้ภาวะเศรษฐกิจของไทยเติบโตต่ำกว่าที่คาดการณ์ ประกอบกับการปรับเป้าหมายการอนุรักษ์พลังงานตามแผนฯ ที่เพิ่มขึ้นจาก 29,383 ล้านหน่วย (แผนฯ เดิม) เป็น 89,672 ล้านหน่วย (แผนฯ ใหม่) ซึ่งจะทำให้สามารถลดความต้องการไฟฟ้าลงได้ราว 10,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2579 ขณะที่ยังมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้า IPP และ SPP อยู่จำนวนหนึ่ง จึงทำให้คาดว่าจะเกิดภาวะกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองสูงกว่าร้อยละ 15 ระหว่างปี 2559-2569 แต่จะเริ่มกลับสู่ภาวะปกติตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป
ความจำเป็น สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้
ตาม PDP2015 แผนการก่อสร้างมีโรงไฟฟ้าถ่านหิน 3 โรงในภาคใต้ ประกอบด้วย
• โรงไฟฟ้ากระบี่ กำลังผลิตไฟฟ้าสุทธิ 800 เมกะวัตต์ กำหนดจ่ายไฟฟ้าในปี 2562
• โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา เครื่องที่ 1 กำลังผลิตไฟฟ้าสุทธิ 1,000 เมกะวัตต์ กำหนดจ่ายไฟฟ้าในปี 2564
• โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา เครื่องที่ 2 กำลังผลิตไฟฟ้าสุทธิ 1,000 เมกะวัตต์ กำหนดจ่ายไฟฟ้าในปี 2567
โดยมีเหตุผลสำคัญ 5 ประการคือ
1. โรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นโรงไฟฟ้าฐาน หรือโรงไฟฟ้าหลัก ที่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง ตลอด 24 ชั่วโมง ระบบไฟฟ้าจึงมีความมั่นคงและไฟฟ้ามีคุณภาพ ราคาไม่แพง ทำให้ราคาค่าไฟฟ้าเฉลี่ยของประเทศไทยไม่สูงเกินไป สามารถแข่งขันได้ในกลุ่มประเทศอาเซียน ดังนั้น จึงให้ความสำคัญในการพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นพลังงานหลัก ควบคู่ ไปกับการพัฒนาพลังงานทดแทนตามศักยภาพของพื้นที่ และมีความพร้อมในการจ่ายไฟฟ้า ในกรณีที่โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน เช่น กังหันลม เซลล์แสงอาทิตย์ และชีวมวล ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้
2. กระจายความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิงในระยะยาว เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าเป็นหลักถึงราวร้อยละ 70 ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงทั้งด้านความมั่นคงระบบไฟฟ้า ราคาค่าไฟฟ้า และการส่งเชื้อเพลิง LNG โดยที่ในปัจจุบันก๊าซธรรมชาติมาจากแหล่งก๊าซฝั่งตะวันตกใช้ผลิตไฟฟ้า 6,500 เมกะวัตต์ หรือร้อยละ 24 ของการผลิตพลังงานไฟฟ้าของประเทศ ก๊าซฯ จากแหล่งในอ่าวไทยรวม LNG ผลิตไฟฟ้าได้ 10,500 เมกะวัตต์ หรือร้อยละ 38 และ ก๊าซฯ จากแหล่ง JDA ภาคใต้ ผลิตไฟฟ้าได้ 1,900 เมกะวัตต์ หรือร้อยละ 7 หากมีการหยุดฉุกเฉินของระบบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยหรือฝั่งพม่า จะมีความเสี่ยงสูงที่อาจทำให้เกิดไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้างได้

การก่อสร้างโรงไฟฟ้าตามแผน PDP2015 จะทำให้ในระยะยาวหรือภายในปี 2579 ประเทศไทยจะสร้างความมั่นคงในระบบไฟฟ้า โดยการกระจายการใช้เชื้อเพลิงทีเหมาะสม สามารถลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากร้อยละ 70 เหลือ 30 – 40 ผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเพิ่มจากร้อยละ 18 เป็นร้อยละ 20 – 25 พลังงานทดแทนเพิ่มจากร้อยละ 8 เป็นร้อยละ 15 – 20 ซึ่งเป็นกลยุทธ์การพัฒนาพลังงานที่ทุกประเทศดำเนินการในลักษณะเดียวกัน คือ การสร้างสมดุลพลังงาน ด้วยการลดความเสี่ยง ดูแลต้นทุน และสิ่งแวดล้อม ควบคู่กันไป
(สัดส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศต่างๆ ประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 2583 จะมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหินร้อยละ 34 ประเทศเยอรมนี ในปี 2578 จะมีสัดส่วนร้อยละ 28-33 ประเทศญี่ปุ่นและประเทศเกาหลีใต้ ในปี 2573 จะมีสัดส่วนร้อยละ26 และร้อยละ 32 ตามลำดับ และในปี 2583 กลุ่มประเทศอาเซียนในภาพรวม จะมีสัดส่วนร้อยละ 50)
- ความมั่นคงในระบบไฟฟ้ารายพื้นที่เนื่องจากระบบไฟฟ้าจำเป็นต้องมีความสมดุลทางด้านกำลังผลิตไฟฟ้าและระบบส่งไฟฟ้าภายในพื้นที่ ไม่ควรพึ่งพาด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป เพื่อให้มีความมั่นคงเชื่อถือได้และมีเสถียรภาพ และสามารถรองรับเหตุฉุกเฉินต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากเหตุการณ์ไฟฟ้าดับในภาคใต้ที่เคยเกิดขึ้น ทำให้ภาครัฐมีนโยบายให้ความสำคัญกับความมั่นคงระบบไฟฟ้าทั้งประเทศรายพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่สำคัญคือ พื้นที่ภาคใต้และพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล จึงต้องพิจารณาให้ แหล่งผลิตไฟฟ้าภายในพื้นที่ภาคใต้ สามารถผลิตไฟฟ้ารองรับความต้องการไฟฟ้าได้อย่าง
เพียงพอและมีความมั่นคงด้วยตนเอง โดยมีระบบส่งไฟฟ้าถ่ายเทพลังงานจากภาคกลางเป็นส่วนเสริม (Backup) เท่านั้น
ทั้งนี้ ระดับความมั่นคงของระบบไฟฟ้าจะต้องสามารถรองรับกรณีเกิดเหตุสุดวิสัย (N-1) กรณีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สุด ขัดข้องไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ ระบบไฟฟ้าของภาคใต้จะต้องสามารถดำเนิน การผลิตไฟฟ้าและส่งไฟฟ้าต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้ง รองรับแผนการซ่อมบํารุงโรงไฟฟ้าได้อย่างมั่นคง
ปัจจุบัน กำลังผลิตที่พึ่งได้ในพื้นที่ภาคใต้ใกล้เคียงกับความต้องการไฟฟ้า จึงมีความจำเป็นต้องมีกำลังผลิตในพื้นที่ภาคใต้อย่างเพียงพอดังกล่าว
4. ลดความเสี่ยงและความสูญเสียในระบบส่งไฟฟ้า การมีโรงไฟฟ้าในพื้นที่จะช่วยลดความเสี่ยงและความสูญเสียพลังงานไฟฟ้าในระบบส่งไฟฟ้าจากการส่งพลังงานไฟฟ้าผ่านระยะทางไกลแล้ว ยังช่วยรักษาคุณภาพไฟฟ้าทั้งทางด้านแรงดันและความถี่ของระบบไฟฟ้าอีกด้วย ส่วนโครงการระบบส่งไฟฟ้าที่กำลังพัฒนาในอนาคตจะช่วยส่งผ่านกำลังไฟฟ้าภายในพื้นที่และถ่ายเทกำลังไฟฟ้าระหว่างภูมิภาคเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการปฏิบัติการควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าของประเทศในภาพรวม
5. เทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหินในปัจจุบัน เป็นที่ยอมรับว่า สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าและลดมลภาวะ เช่น ระบบหม้อต้มไอน้ำแบบ Ultra-supercritical สามารถลดการใช้เชื้อเพลิงและลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่าร้อยละ 15 เครื่องกำจัดรุ่นแบบไฟฟ้าสถิต มีประสิทธิภาพในการกำจัดฝุ่นรวมและฝุ่นขนาดเล็กได้ถึงร้อยละ 99.8 – 99.9 เครื่องกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออไซด์ ออกไซด์ของไนโตรเจน และโลหะหนัก สามารถควบคุมก๊าซในบรรยากาศรอบโรงไฟฟ้าได้ตามเกณฑ์แนะนำขององค์การอนามัยโลก(WHO) และดีกว่ามาตรฐานของประเทศไทย


อย่างไรก็ตาม ในเรื่องกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองสูงในภาพรวมของประเทศนั้น ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องบริหารจัดการ โดยจะเห็นได้ว่า ตามแผน PDP2015 หลังปี 2569 จะมีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองราวร้อยละ 15 ของความต้องการไฟฟ้าสูงสุด

