SMEs มีเฮ! กระทรวงอุตฯ พร้อมปล่อยเงินกู้กองทุนประชารัฐรอบ 2 ถึงสิ้น ธ.ค. นี้แย้มผุดมาตรการส่งเสริม SMEs เต็มสูบ

7.12.17 | 18:26 น.

กระทรวงอุตฯ โดย กสอ. เผยความคืบหน้ากองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เตรียมปล่อยสินเชื่อ รอบ 2 พร้อมเตรียมทุ่มงบกว่า 320 ล้าน เร่งให้การส่งเสริม SMEs ทั่วประเทศ


กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เผยความคืบหน้ากองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ วงเงิน 20,000 ล้านบาท จากนโยบายของรัฐบาล โดยล่าสุดนับตั้งแต่เปิดโครงการเดือนพฤษภาคม ถึงตุลาคม 2560 มีการอนุมัติเงินกู้ผ่านทางธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME Development Bank ไปแล้วกว่า 1,118 ราย วงเงินกว่า 4,423 ล้านบาท

ขณะเดียวกันกองทุนฯ ประกาศขยายเวลาการยื่นขอสินเชื่อต่อถึงธันวาคมนี้ นอกจากนี้ ยังเตรียมมาตรการส่งเสริมและพัฒนา SMEs เต็มรูปแบบ โดยได้สั่งการให้ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคทั้ง 11 แห่ง เสนอแผนการช่วยเหลือ SMEs ตามแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจระดับท้องถิ่น (Local Economy) และยุทธศาสตร์จังหวัดแล้ว ทั้งเตรียม มอบคูปองเป็นของขวัญปีใหม่ให้ SMEs สำหรับใช้บริการด้านต่าง ๆ อาทิ ปรึกษาแนะนำการใช้บริการ ศูนย์ทดสอบ การใช้บริการเครื่องจักรกลาง และการพัฒนาบุคลากร เป็นต้น ซึ่งคาดว่าจะมี SMEs ใช้บริการกว่า 5,000 ราย และจะเริ่มให้บริการได้ในต้นปี2561

นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายและมาตรการการพัฒนาผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมด้วยการจัดตั้งกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ วงเงิน20,000 ล้านบาทนั้น โดยความคืบหน้าล่าสุดตั้งแต่เปิดโครงการเดือนพฤษภาคม ถึงตุลาคม 2560 มีการอนุมัติเงินกู้ผ่านทางธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME Development Bank ไปแล้วกว่า 1,118 ราย วงเงินกว่า 4,423 ล้านบาท จากจำนวน SMEs ที่ยื่นคำขอสินเชื่อมากกว่า 4,000 ราย วงเงินกว่า 21,000 ล้านบาท  

Advertisement

                 

อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาหลักเกณฑ์คุณสมบัติของโครงการมี SMEs จำนวนหนึ่งที่คุณสมบัติไม่ครบตามเกณฑ์การพิจารณา ทำให้ขณะนี้ทางกองทุนฯ ยังมีวงเงินเหลือให้กับ SMEs ที่ประสงค์ จะยื่นคำขอสินเชื่อ คณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ จึงมีมติให้ขยายการเปิดรับการยื่นขอสินเชื่อออกไปจนถึงเดือนธันวาคม 2560

สำหรับในปี 2561 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ในฐานะหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน SMEs ได้เตรียมออกมาตรการช่วยเหลือ SMEs อย่างต่อเนื่องตามแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจระดับท้องถิ่น (Local Economy) และยุทธศาสตร์จังหวัด ซึ่งขณะนี้ได้สั่งการให้ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคทั้ง 11 แห่ง เร่งจัดทำแผนปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรมในการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในแต่ละจังหวัดแล้ว รวมถึงการออกคูปอง สำหรับใช้บริการด้านต่าง ๆ อาทิ บริการปรึกษาแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ การใช้บริการ ศูนย์วิเคราะห์ วิจัย และทดสอบผลิตภัณฑ์ และการพัฒนาบุคลากร เป็นต้น

ทั้งนี้ 2 กิจกรรมดังกล่าวมีเป้าหมายให้ SMEs ใช้บริการจำนวน 5,000 ราย ในวงเงินทั้งสิ้น 320 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณจากกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ (กองทุน 20,000 ล้าน)

นอกจากนี้ กสอ. ยังเตรียมแผนการใช้โมเดลศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (ITC) จากส่วนกลางที่ได้เริ่มดำเนินการแล้ว เพื่อเป็นต้นแบบในการยกระดับงานบริการไปยังศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคทั้ง 11 แห่ง นำไปใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุน SMEs ให้เข้มแข็งในระดับภูมิภาคต่อไป ขณะเดียวกันก็ได้มีการเชิญชวนผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีความเชี่ยวชาญแต่ละด้านมาให้คำปรึกษาแนะนำแก่ SMEs เสมือนเป็นพี่เลี้ยง กว่า 20 บริษัท อาทิ SCG ปตท. เด็นโซ่ เดลต้า โตโยต้า ฮอนดา นิสสัน เป็นต้น

นอกจากนี้ กสอ. และ สสว. ยังมีการเตรียมสร้างกลไกเชื่อมโยงเพื่อส่งเสริม SMEs เข้าสู่ Digital Value Chai โดยพัฒนาแพลตฟอร์มรูปแบบเว็บไซต์ T-Good Tech ขึ้นมา เพื่อนำ SMEs ในแต่ละโครงการของรัฐจำนวน 5,000 ราย เข้าไปทำการเชื่อมโยงเป็นซัพพลายเชนกับผู้ประกอบการรายใหญ่ โดยล่าสุดกระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น หรือ METI ได้มอบหมายให้องค์การเพื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและนวัตกรรม ภูมิภาคแห่งประเทศญี่ปุ่น  หรือSMRJ ส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาประจำที่ไทยเพื่อช่วยจัดทำแพลตฟอร์มการเชื่อมโยง SMEs ของไทยกับไทย และในอนาคตจะเชื่อมไทยไปยังผู้ประกอบการของญี่ปุ่น รวมถึงเชื่อมไทยไปยัง กลุ่ม AEC อีกด้วย 

ด้านนายบุ่นเอี้ยน ศรีแสนสุชาติ กรรมการผู้จัดการ บจก. ศรีทรัพย์ ขนส่ง หนึ่งในผู้ประกอบการที่ได้ยื่นขอกู้จำนวน 10 ล้านบาท เพื่อนำไปซื้อหัวรถลากคอนเทนเนอร์รุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ประหยัดพลังงานเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีระบบ GPS

ผมได้ทราบข่าวว่ากระทรวงอุตสาหกรรม มีกองทุนดอกเบี้ยต่ำเพียง 1% ก็เลยไป ขอกู้ผ่านธนาคาร SME Development Bank จำนวนเงิน 10 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นข่าวดีที่ทำให้เราได้เปลี่ยนรถรุ่นใหม่ที่ประหยัดเชื้อเพลิง ช่วยลดต้นทุน และมีระบบ GPS สามารถตรวจสอบพฤติกรรมคนขับรถว่ามีความประมาทสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหรือไม่ ถ้ามีเราก็สั่งหยุดรถคนนั้นได้ และนำตัวคนขับรถคนนั้นไปเข้าโครงการอบรม เพื่อลดอุบัติเหตุ ทำให้การบริการของเรามีคุณภาพมากขึ้นในยุคไทยแลนด์4.0 และที่สำคัญการเกิดขึ้นของกองทุนฯ มีประโยชน์เป็นอย่างมาก ทั้งช่วยลดต้นทุนในการพัฒนาและขยายกิจการ เมื่อเราสามารถขยายกิจการหรือเพิ่มศักยภาพธุรกิจของเราได้ ก็จะสามารถให้บริการได้ดี มีคุณภาพมากขึ้น สามารถรับ-ส่งของได้ตรงตามเวลา ซึ่งถือเป็นหัวใจสำหรับธุรกิจการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์”

ขณะที่ นางกิตติมา ทองเกตุ รองกรรมการผู้จัดการ บจก. ด.เด็ก กินผัก ที่นอกจากจะได้รับเงินส่งเสริมในการทำธุรกิจแล้ว ยังได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมอีกหลายด้าน อย่างโครงการ SMEs Spring Up การได้รับคำปรึกษาแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญจนทำให้บริษัทได้รับรองมาตรฐานทั้ง GMP HACCP หรืออย่างล่าสุด ได้เข้าโครงการ Future Food เพื่อขยายตลาดโดยการทำ Digital Marketing “โครงการเหล่านี้ ล้วนมีประโยชน์มากกับผู้ประกอบการ SMEs  นับเป็นจุดเริ่มและเป็นบันไดให้กับเราในการยื่นขอสินเชื่อกับกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ

 อย่างไรก็ดีสิ่งหนึ่งที่บริษัทยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่องคือ การใช้นวัตกรรมในการดำเนินธุรกิจ เพราะถ้าสินค้าไม่มีนวัตกรรม บริษัทก็แข่งขันไม่ได้ อย่างตอนนี้ ไม่ว่าจะคุยกับช่องทางการจัดจำหน่ายที่ไหน ถ้าสินค้าเรามีลักษณะเหมือนกับคนอื่น เขาก็ไม่จะอยากคุยกับเราแต่ถ้าสินค้าเราแปลก แตกต่าง ก็จะมีแต่คนอยากคุยกับเรา อยากเป็นตัวแทนเรา อยากจะร่วมทำธุรกิจกับเรา เพราะฉะนั้นแล้ว สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องคำนึงถึงคือ 1. เรื่องของนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมสินค้า นวัตกรรมการผลิต หรือแม้แต่นวัตกรรมในการสร้างแบรนด์ 2.การทำการตลาด เมื่อเราคิดจะก้าวกระโดดมาทำให้สินค้าเราเป็นที่จดจำของผู้บริโภค การสร้าง
แบรนด์จึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งผู้ประกอบการหลายคนยังไม่เข้าใจจุดนี้ โดยเฉพาะในช่วงโลกดิจิทัลตอนนี้ เราสามารถใช้ระบบดิจิทัลในการสร้างแบรนด์ได้”

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาค ศูนย์สนับสนุนและช่วยเหลือ SME ทั่วประเทศ หรือที่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ถนนพระรามที่ ราชเทวี โทรศัพท์ 0 2202 4508-9