ตบเท้าขนไอเดียมาโชว์ในงาน “สุดยอด SMEs ส่งสุข ส่งท้าย ส่งความประทับใจ ตลาดคลองผดุง2560” ระหว่างวันที่ 12-27 ธันวาคม 2560 จัดโดยธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว. หรือ SME Development Bank) งานดีๆ ส่งท้ายปีที่เหล่าบรรดาเอสเอ็มอี โอทอป และเกษตรกร จะขนสินค้าเด็ดๆ ราคาโดนใจ มาให้นักช้อปได้ช้อปกัน
ย้อนกลับไป ตลาดคลองผดุงกรุงเกษมครั้งแรกถูกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 ม.ค.2558 มีภาครัฐและเอกชนสลับสับเปลี่ยนมาเป็นเจ้าภาพอย่างต่อเนื่อง จำนวน 24 หน่วยงาน มีผู้ประกอบการเข้าร่วมจำหน่ายสินค้ากว่า 7.6 พันราย จำนวนผู้เข้าเที่ยวงานกว่า 3.6 ล้านคน และสร้างยอดขายภายในงานมากว่า 1.9 พันล้านบาท หรือเกือบ 2 พันล้านบาท
สำหรับตลาดคลองผดุงกรุงเกษมที่จัดขึ้นระหว่าง 12 – 27 ธค. 60 นับเป็นครั้งที่ 38 ครั้งสุดท้ายก่อนที่จะส่งมอบพื้นที่คืนให้แก่ทำเนียบรัฐบาล รวบรวมสุดยอดสินค้าเด่นคุณภาพเยี่ยมจากผู้ประกอบการ SMEsกว่า 400 รายมาไว้รวมกันให้ได้ช้อปและชิมกันอย่างเพลิดเพลิน และยังมีสินค้าดีมาลดราคาอีก เพื่อเป็นการส่งสุขและเก็บประทับใจของตลาดเพื่อประชาชนแห่งนี้

นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ฉายภาพการจัดงานในครั้งนี้ว่า เป็นงานที่ได้รวบรวมสินค้าดี มีคุณภาพมาตรฐานจากผู้ประกอบการที่มีศักยภาพทั่วประเทศกว่า 400 ราย ทั้งเอสเอ็มอี โอทอป กลุ่มเกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย วิสาหกิจชุมชน และท่องเที่ยวชุมชน แบ่งรูปแบบการจัดงานเป็น 2 สัปดาห์ คือ สัปดาห์ที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 12-18 ธันวาคม 2560 ใช้รูปแบบ “SMEs สินค้าดี 4.0 ท่องเที่ยวชุมชน” รวบรวมสินค้ามาตรฐานเยี่ยม มีนวัตกรรมจากเอสเอ็มอี โอทอป และธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวชุมชน เช่น แพ็คเกจท่องเที่ยวไทยปี 2561 สินค้าที่ระลึกจากท้องถิ่น เป็นต้น และในสัปดาห์ที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 19-27 ธันวาคม 2560 ใช้รูปแบบ “ของดี ของดัง ของขวัญปีใหม่” คัดสรรสินค้าคุณภาพดีเหมาะซื้อหาเป็นของขวัญในเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
ทั้งนี้คาดว่าตลอดการจัดงานรวม 16 วันจะมีผู้เที่ยวงานไม่ต่ำกว่า 8,000-10,000 คน/วัน หรือกว่า 1 แสนคนตลอดการจัดงาน พร้อมมั่นใจจะมีเงินสะพัดภายในงานไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการกระจายรายได้ถึงมือผู้ผลิตโดยตรง และแผนต่อไปของรัฐบาล จะเตรียมนำโมเดลตลาดคลองผดุงเกษมไปต่อสานสู่ตลาดประชารัฐที่มีอยู่ 6,527 แห่งทั่วประเทศ
เอสเอ็มอีโชว์ไอเดีย ส่งสุข ส่งความประทับใจ
ตัวแทนผู้ประกอบการที่มาร่วมออกงานในครั้งนี้ ตัวแทนผู้ประกอบการจาก ผลิตภัณฑ์สมุนไพร แบรนด์ “ชีวาร์ – ชีวาน่า” เล่าว่า ในอดีตบ้านน้ำเกี๋ยน ยึดอาชีพทำนา ปลูกข้าวโพด ปลูกยางพารา ซึ่งผลผลิตทางการเกษตรขายขาดทุนมาตลอด ราวปี 2534 เลยรวมกลุ่มกันนำสมุนไพรในท้องถิ่นมาทำเป็นผลิตเป็นแชมพู สบู่ น้ำยาล้างจาน ใช้กันในครัวเรือนเพื่อลดรายจ่าย ปรากฏผลตอบรับดีเกินคาด เริ่มมีลูกค้าขอซื้อ ปี 2549 จัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน สร้างแบรนด์สินค้าชีวาร์ มาจากคำว่า “ชีวะวิถี” หรือ วิถีชีวิตแบบธรรมชาติ เริ่มจำหน่ายจริงจังปี 2550

สำหรับสมุนไพรที่ใช้มีหลายชนิด อาทิ ใบหมี่ ดอกอัญชัน มะเฟือง มะกรูด มะขาม ขมิ้นชัน ขิง ทุกกระบวนการเน้นความสะอาด ได้รับการควบคุมคุณภาพการผลิตจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลน้ำเกี๋ยน โดยการทดสอบค่า PH ทุกครั้งที่ผลิต มีการส่งตรวจคุณภาพการผลิตทางห้องปฏิบัติการ มีการบันทึกคุณภาพทุกรอบ มีการกำหนดคุณภาพเคมีภัณฑ์ตามเกณฑ์มาตรฐาน อาคารผลิต สะอาดถูกสุขลักษณะ แบ่งเป็นสัดส่วน ได้แก่ ห้องเตรียมวัตถุดิบ (ล้าง หั่น) ห้องต้มสมุนไพร ห้องผลิต และผลิตบรรจุ
จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ ชีวาร์ – ชีวาน่า คือ ใช้สมุนไพรปริมาณมาก ใช้สารเคมีให้น้อยที่สุด ได้วัตถุดิบที่ใหม่สดเก็บวันต่อวัน ส่งผลให้ชุมชนเริ่มมีชื่อเสียง สินค้าเป็นที่นิยม ขณะเดียวกันได้รับโอกาสจาก ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต เซ็นทรัล เซเว่นอีเลฟเว่น ให้นำสินค้าเข้าไปจำหน่าย
คุณนเรศ อิทธิกุล ผู้ประกอบการจากจังหวัดชัยภูมิ จำหน่ายเครื่องประดับจากหินสะเก็ดดาว เป็นหินหายาก ถูกยกย่องให้เป็นเครื่องรางนำโชค นำมาเจียระไนเป็นเครื่องประดับ
อีกหนึ่งผู้ประกอบการจากจังหวัดน่าน คือ เครื่องเงินทำมือชมพูภูคาเป็นเครื่องประดับที่มีมาตั้งแต่โบราณของชนเผ่าม้งและเมี่ยน โดยงานเครื่องเงินจะเป็นฝีมือของชาวเขาเผ่าเมี่ยน (เย้า) และม้ง (แม้ว)
เปิดกลยุทธ์ “เจ้เล้ง ดอนเมือง” ขายของสุดปังมานาน 50 ปี ตั้งตัวได้ด้วยเงินทุน 1,200 บาท
ในงานดังกล่าวได้รับเกียรติจาก คุณอารยา ลาภชีวะสิทธิฉัตร หรือ “เจ้เล้ง” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ แอนด์ เจ บิวตี้โปรดักส์ จำกัด เจ้าของเจ้เล้ง พลาซ่า ดอนเมือง มาถ่ายทอดประสบการณ์ในธุรกิจ
เจ้เล้ง กล่าวว่า ตนเองมีหลักคิดที่เป็นหัวใจความสำเร็จจนสามารถสร้างฐานะและขยายฐานธุรกิเติบโตต่อเนื่องมาตลอดกว่า 50 ปี ด้วยความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าในการทำธุรกิจมีการวางเป้าหมายที่ชัดเจนไว้ตั้งแต่ต้นว่าจะต้องสำเร็จและร่ำรวยให้ได้ มองธุรกิจระยะยาว ไม่คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว

“เจ้ เริ่มค้าขายด้วยเงินทุนเพียง 1,200 บาท แต่ตอนนี้เจ้ มีฐานะมั่นคง ไม่มีหนี้สิน ก็อยากจะบอก เอสเอ็มอี ว่าในการทำธุรกิจนั้น ไม่ว่ายุคไหนๆ เริ่มแรกต้องมีจิตใจที่มุ่งมั่นในการทำธุรกิจ ต้องอดทน และอย่าคิดแต่จะได้อย่างเดียว ช่วงแรกๆต้องสร้างชื่อให้แข็งแรง เอาแบบพออยู่ได้”
จากประสบการณ์การทำธุรกิจตั้งแต่ยุคดั้งเดิม หรือ เรียกให้ทันสมัยว่า ยุค 1.0 ต้อง เจ้เล้ง ต้องประสบกับการแข่งขันทุกรูปแบบ จึงต้องพลิกกลยุทธ์ให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป อย่างยุคนี้ การขายผ่านออนไลน์กำลังได้รับความนิยม ร้านเจ้เล้ง ก็มีขายผ่านออนไลน์ เช่นกัน
เจ้เล้ง กล่าวอีกว่า จากที่ได้มีโอกาสต่อธุรกิจกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ตั้งแต่อดีตหลายสิบปีจนกระทั่งปัจจุบัน พบว่าปัญหาของเอสเอ็มอี คือ ความไม่เสถียร ความไม่คงเส้นคงวาในการทำธุรกิจ พอสินค้าติดตลาด มีคนซื้อมากๆก็มักจะขึ้นราคาแบบไม่มีเหตุผลหรือลดปริมาณลงแต่ขายในราคาเท่าเดิม แบบนี้ไม่ดีแน่นอนท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในการตลาดยุค 4.0 เจ้เล้ง เปิดเผยถึงกลยุทธ์สำคัญที่ใช้ในการทำธุรกิจอันดับแรกคือ

1.Product : สินค้าต้องมีความเที่ยงตรง คงเส้นคงวา มีความน่าเชื่อถือ สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า
2.People ต้องใส่ใจใกล้ชิดลูกค้า ส่งมอบของดีมีคุณภาพให้ลูกค้า เจ้าของกิจการจะต้องใส่ใจในรายละเอียด ลงไปดูมาตรฐานคุณภาพสินค้าทุกขั้นตอน ก่อนจะที่สินค้าจะถึงมือลูกค้า “ก่อนจะนำผลิตภัณฑ์หรือสินค้าใดๆ มาขายในร้าน เจ้จะต้องทดสอบด้วยตัวเองก่อนเพื่อให้มั่นใจได้ว่าสินค้านั้นๆมีคุณภาพดี
3.Price ในช่วงภาวะเศรษฐกิจไม่ค่อยดี กำลังซื้อตกต่ำ ต้องใช้กลยุทธ์ราคา ปรับกลยุทธ์นำสินค้าคุณภาพดี แต่ราคาไม่แพงเข้ามาขาย
4.Place มีการปรับเปลี่ยนวิธีการขาย ช่องทางการจัดจำหน่ายให้ทันกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เพื่อตอบสนองความพึงพอใจลูกค้าทุกกลุ่ม อย่างช่วงนี้ต้องเพิ่มช่องทางการขายผ่านออนไลน์ 5.Consumer Insight ศึกษาพฤติกรรมของลูกค้าในแต่ละกลุ่มให้ถ่องแท้ และหาวิธีสื่อสาร บอกเล่าคุณภาพสินค้าจริงๆ สร้างความน่าเชื่อถือ อย่างที่ ร้านเจ้เล้ง ตัวเจ้เป็นเจ้าของพูดเอง โดยขายสินค้าที่มีคุณภาพจริงๆ และบอกความจริงกับลูกค้า เพราะ ความน่าเชื่อถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของการทำธุรกิจ

