ประเทศไทยนำระบบคอนแทรคฟาร์ม (Contract Farming) หรือเกษตรพันธสัญญา มาปรับใช้กับการเพาะปลูกและการเลี้ยงสัตว์มานานกว่า 40 ปีแล้ว ตามนโยบายของกรมการค้าภายใน เพื่อให้การจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรได้รับความเป็นธรรม เกษตรกรมีรายได้แน่นอนจากการจำหน่ายผลิตผลด้านการเกษตร และช่วยลดปัญหาความเสี่ยงในราคาผลิตผลการเกษตรในอนาคต โดยภาคเอกชนจะเป็นผู้รับความเสี่ยงแทนเกษตรกร
และวันนี้ประเทศไทยก็มี พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาฯ เป็นกฎหมายบังคับใช้และนับเป็นการปฏิวัติรูปแบบการทำการเกษตรพันธสัญญา ที่ทั้งเกษตรกรและบริษัทเอกชนผู้ส่งเสริมเกษตรกรปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์ โดยทำสัญญาซื้อขายผลผลิตล่วงหน้า ให้ต้องเข้ามาอยู่ภายใต้กฎหมาย ซึ่งมีหัวใจสำคัญ คือมาตรการคุ้มครองทั้งสองฝ่าย กรณีมีปัญหาเกิดขึ้นระหว่างทางที่มีการดำเนินการ ขณะเดียวกันก็ กำหนดบทลงโทษกรณีมีการฝ่าฝืนไว้ด้วย

สำหรับบริษัทที่นำเอาระบบนี้มาใช้เป็นรายแรกๆ และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ก็เห็นจะเป็น บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ภายใต้ “โครงการส่งเสริมเกษตรกรรายย่อย” ด้วยการนำระบบการทำงานที่มีแบบแผนแบ่งงานกันอย่างชัดเจน มีระบบการจัดการที่ดี ทั้งยังมีประเภทของเกษตรข้อตกลงถึง 3 รูปแบบ ทั้งการประกันรายได้ ประกันราคา และประกันตลาด ซึ่งบริษัทจะพิจารณาเลือกรูปแบบที่เหมาะสมให้กับเกษตรกร โดยทุกรายจะมีการทำสัญญาข้อตกลงไว้ตั้งแต่ต้น ซึ่งจะระบุเงื่อนไขต่างๆ เกี่ยวกับผลผลิต ปริมาณ คุณภาพ ระยะเวลา มีการให้คำแนะนำทางวิชาการ และการชดเชยค่าเสียหาย ระบบคอนแทรคฟาร์ม จึงเป็นอีกทางเลือกที่ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงมากกว่าการที่เกษตรกรจะทำการผลิตและทำการตลาดเอง
ที่สำคัญซีพีเอฟ ยังได้พัฒนารูปแบบและสัญญาคอนแทร็คฟาร์มมิ่งต่อเนื่องตามหลักสากล บริษัทได้นำแนวทางสากลของ UNIDROIT (The International Institute for the Unification of Private Law) หน่วยงานอิสระทางกฎหมายสากลอันดับ 1 ของโลก มาบริหารจัดการในส่วนของสัญญาที่ทำกับเกษตรกร

นายณรงค์ เจียมใจบรรจง รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ บอกว่าบริษัทได้พัฒนารูปแบบการดำเนินโครงการคอนแทร็คฟาร์มมิ่ง และปรับปรุงสัญญาคอนแทรกต์ฟาร์มิ่งให้มีความทันสมัยและเป็นระบบมากขึ้น เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานที่เป็นธรรมต่อเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นความสำคัญของเกษตรกรในฐานะ “พันธมิตรธุรกิจ” ที่จะเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน ที่สำคัญซีพีเอฟได้สนับสนุนพรบ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา โดยได้ลงทะเบียนเป็นผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจด้านเกษตรพันธสัญญาแล้ว
“เราเชื่อว่าพรบ.เกษตรพันธสัญญาฯ จะช่วยให้ระบบคอนแทร็คฟาร์มมิ่งได้รับความเข้าใจจากสังคมมากขึ้นซึ่งปัจจุบันเรามีเกษตรกรคู่สัญญาในระบบเพียง 5,960 คู่สัญญาครอบคลุมการเลี้ยงไก่เนื้อ ไก่ไข่ และสุกร ซึ่ง 60 % ของจำนวนคู่สัญญานี้เป็นเกษตรกรที่อยู่กับบริษัทมามากกว่า 10 ปี บางรายอยู่ต่อเนื่องมา 30-40 ปีและมีเกษตรกรรายเดิมหลายรายขยายการเลี้ยง เนื่องจากธุรกิจเติบโต ซึ่งแสดงให้เห็นความก้าวหน้าในการประกอบอาชีพและยืนยันได้ว่าอาชีพเกษตรกรในระบบคอนแทร็คฟาร์มมิ่งกับซีพีเอฟสามารถเติบโตเคียงคู่กับบริษัท จากการทำงานร่วมกันของผู้ประกอบการและเกษตรกรที่ทำให้ Win-Win ทั้งสองฝ่าย” นายณรงค์กล่าว
สำหรับสาระสำคัญในสัญญาปรับปรุงใหม่ของซีพีเอฟ เป็นการเน้นย้ำความชัดเจนเรื่องบทบาทและการมีส่วนร่วมของเกษตกรในการดำเนินธุรกิจร่วมกัน และเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน โดยส่งเสริมให้เกษตรกรมีส่วนร่วมตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจร่วมกัน โดยเฉพาะในกรณีมีความเสี่ยง การระบุรายละเอียดการจ่ายผลตอบแทนอย่างชัดเจน และยังได้จัดทำป้ายฟาร์มใหม่ที่มีการระบุชื่อฟาร์ม ที่อยู่ ประเภทของสัตว์ที่เลี้ยง เพื่อแสดงข้อมูลฟาร์มที่เข้าร่วมโครงการกับบริษัทฯแก่ชุมชนรอบข้าง
แนวทางดังกล่าวนี้ได้รับการยอมรับจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ที่ขอนำไปเป็นตัวอย่างให้หลายประเทศที่ดำเนินโครงการคอนแทร็คฟาร์มมิ่งได้ศึกษา และยังได้เชิญซีพีเอฟไปบรรยายในหัวข้อคอนแทรคฟาร์มมิ่ง เพื่อถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์แก่เจ้าหน้าที่เกษตร FAO และคณะผู้เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ ติดต่อกันถึง 2 ปี (2558-2559) พร้อมยกตัวอย่างคอนแทรคฟาร์มมิ่งของซีพีเอฟ ที่มีการพัฒนาให้สอดคล้องกับแนวทางมาตรฐานสากลและความสำเร็จของเกษตรกรไทย และเมื่อเดือนกันยายน 2560 ที่ผ่านมา Mr.Carlos A.da Silva นักวิชาการอาวุโส จาก FAO ได้นำผู้เข้าอบรมหลักสูตรคอนแทร็คฟาร์มมิ่งจาก 7 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ เนปาล และภูฏาน เข้าศึกษาดูงานระบบคอนแทร็คฟาร์มมิ่งของซีพีเอฟ ณ หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อเป็นตัวอย่างให้ผู้เข้าอบรมนำไปปรับปรุงและพัฒนาระบบดังกล่าวในประเทศของตน
ด้านเกษตรกรที่ร่วมโครงการเลี้ยงไก่เนื้อกับซีพีเอฟมา 16 ปี นางสำรวย คงสุข กล่าวว่า ได้รับความใส่ใจและการดูแลจากบริษัท โดยมีสัตวแพทย์ สัตวบาลมาถ่ายทอดความรู้เทคนิคการเลี้ยงมาอย่างต่อเนื่องการเข้าร่วมเป็นคอนแทร็คฟาร์มมิ่งกับซีพีเอฟ ทำให้ครอบครัวมีฐานะที่มั่นคง บริษัทได้ช่วยสร้างความสำเร็จและเปิดโอกาสให้ลูกทั้งสองคนสามารถศึกษาต่อจนจบการศึกษาในระดับสูง ปัจจุบันลูกทั้งสองคนเรียนจบแล้วและเข้ามาเรียนรู้งานเพื่อสืบทอดอาชีพเลี้ยงไก่เนื้อที่มั่นคงต่อไป
“นอกจากรายได้และคุณภาพชีวิตที่ได้รับแล้ว การเรียนรู้และเทคโนโลยีในการจัดการฟาร์มไก่จากซีพีเอฟที่ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับโลก ยังทำให้ฟาร์มของเราได้รับคัดเลือกเป็นฟาร์มตัวอย่างเปิดให้เพื่อนเกษตรกรจากทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้ามาศึกษาดูงาน สร้างความภูมิใจให้กับครอบครัวของเราที่มีอาชีพที่น่าภูมิใจเช่นนี้” นางสำรวย บอก
ส่วน นายนภกมล ศรีโยจารย์ หนึ่งในเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่เนื้อ อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม ที่ประสบความสำเร็จจากระบบคอนแทรคฟาร์มมิ่งกับซีพีเอฟ กล่าวว่า หลังจากศึกษารูปแบบสัญญาการเลี้ยงไก่เนื้อแบบประกันรายได้กับบริษัท พบว่าตอบโจทย์ความต้องการได้ทั้งเรื่องเวลาและรายได้ จึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการโดยได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากบริษัทและสัตวบาล ที่เป็นพี่เลี้ยงจนประสบความสำเร็จ ในเวลา 3 ปี สามารถขยายการเลี้ยงเป็น 3 โรงเรือน เลี้ยงไก่เนื้อรวม 57,500 ตัว และมีรายได้ในระดับที่ตนเองพึงพอใจ
ซีพีเอฟริเริ่มโครงการคอนแทร็คฟาร์มมิ่ง ภายใต้ “โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์เกษตรกรรายย่อย” ตั้งแต่ปี 2518 เพื่อส่งเสริมอาชีพและรายได้แก่เกษตรกรไทย ด้วยเห็นว่าระบบ “เกษตรพันธสัญญา หรือ คอนแทรคฟาร์ม” เป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของสินค้าเกษตร เป็นการทำธุรกิจร่วมกันระหว่าง บริษัทผู้ประกอบการกับเกษตรกร โดยบริษัทเป็นผู้กำหนดมาตรฐานและคุณภาพของสินค้า เพื่อให้เกิดความปลอดภัยทางอาหารหรือฟู้ดเซฟตี้ (Food safety) ก่อนส่งมอบถึงมือผู้บริโภค
ตลอด 43 ปีที่ผ่านมา ซีพีเอฟให้การสนับสนุนเทคโนโลยีการเลี้ยงสัตว์ องค์ความรู้ในการเลี้ยงสัตว์ ตลอดจนบริหารจัดการแหล่งรับซื้อผลผลิตที่แน่นอน รวมถึงความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการดำเนินกิจการ ซึ่งวันนี้เกษตรกรรุ่นแรกๆ ก็ยังคงลงทุนสร้างฟาร์มเพิ่มอย่างต่อเนื่อง และส่งต่อกิจการให้แก่รุ่นลูกหลานดำเนินการต่อและสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืนเคียงคู่ไปกับบริษัท เช่นเดียวกับที่รุ่นก่อนได้สร้างมา.

