เทศกาลโคนมแห่งชาติ 61 อ.ส.ค. ชูแนวคิด“สืบสาน  รักษา ต่อยอดโคนมอาชีพพระราชทาน  สู่โคนมไทย 4.0” 

21.01.18 | 11:45 น.

อ.ส.ค. เตรียมจัดงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี   2561  อย่างยิ่งใหญ่ชูแนวคิด “สืบสาน  รักษา  ต่อยอดโคนมอาชีพพระราชทาน  สู่โคนมไทย  4.0”  เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ รัชกาลที่ 9  ที่ทรงพระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมแก่เกษตรกรไทย  พร้อมเดินหน้าสืบสานพระราชปณิธาน อุตสาหกรรมโคนมไทยยุคใหม่สู่นมแห่งชาติ” ระหว่าง 30 ม.ค.-5 ก.พ.61 นี้ บริเวณเชิงเขาตาแป้น  อ.มวกเหล็ก
จ.สระบุรี


นายลักษณ์  วจนานวัช   รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า  เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 ที่พระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมให้แก่ปวงชนชาวไทยและแสดงความก้าวหน้าของวิทยาการด้านการเลี้ยงโคนมและอุตสาหกรรมโคนมของประเทศระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 5 กุมภาพันธ์ 2561นี้  โดยองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย(อ.ส.ค.) เตรียมจัดงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2561 ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ บริเวณเชิงเขาตาแป้น อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี

 

Advertisement

สำหรับ กิจกรรมที่น่าสนใจในปีนี้ ประกอบด้วย 1. การจัดนิทรรศการและสัมมนาวิชาการภายใต้  Theme  นิทรรศการ  “สืบสาน  รักษา  ต่อยอดโคนมอาชีพพระราชทาน  สู่โคนมไทย  4.0”   การจัดกิจกรรมการประกวดโคนม  ครั้งที่ 35   เพื่อแสดงความสามารถในการปรับปรุงพันธุ์โคนม  และแสดงศักยภาพในการให้ผลผลิตน้ำนมดิบของโคนมไทยจากเกษตรกรไทย  การจัดกิจกรรมประกวดแผนสื่อสารการตลาด “นมแห่งชาติเพื่อให้นักศึกษา  ได้แสดงความคิดสร้างสรรค์ทางด้านการสื่อสารแบรนด์  เพื่อสร้างการรับรู้และทำให้เกิดการยอมรับกับนมไทย-เดนมาร์ค พร้อมกับการยกระดับนมไทย-เดนมาร์ค ให้เป็นนมแห่งชาติในปี 2561 นี้

โดยแบ่งเป็นรางวัลชนะเลิศระดับประเทศ รางวัลชนะเลิศอันดับ  1  รางวัล  มูลค่า  100,000  บาท พร้อมถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และประกาศนียบัตร  พร้อมนำเสนอแผนงานและประกาศผลการคัดเลือกระดับภูมิภาค  ในวันที่  4  กุมภาพันธ์  2561  นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมงานราตรีโคนม  Cowboy  night วันเสาร์ที่  3  กุมภาพันธ์  2561 ภายในงานประกอบด้วย กิจกรรมประกวดการแต่งกาย  คาวบอย  คาวเกิร์ล  ผู้มาร่วมงานรับรางวัลมากมายสนุกกับเกมส์สไตล์  คาวบอยมากมาย  ลีลาศ  รำวง  กับวงดนตรีวงใหญ่  แสง สี เสียง ยิ่งใหญ่  กับการกลับมาของตำนานคาวบอยเมืองไทยที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ

“นอกจากนี้ในวันที่ 30 มกราคม 2560 ชาวโคนมยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี  เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงานพร้อมทั้งจะเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรนิทรรศการต่างๆ ภายในบริเวณงานอีกด้วย”  นายลักษณ์ กล่าว   

นายสัตวแพทย์ธนิตย์  เอนกวิทย์   รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์   กล่าวเพิ่มเติมว่า   เป็นที่ทราบดีว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ของเรานั้นทรงพระปรีชาในหลายด้าน ด้านกิจการโคนมก็เป็นอีกแขนงหนึ่งที่ทรงให้ความสำคัญและความสนใจเป็นพิเศษโดยครั้งที่พระองค์เสด็จประพาสทวีปยุโรปในปีพุทธศักราช 2503 ทรงสนพระทัยในกิจการฟาร์มโคนมของชาวเดนมาร์กเป็นอย่างมาก ด้วยทรงเห็นว่าอาชีพการเลี้ยงโคนมน่าจะเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรและประเทศไทย

ดังนั้น หลังจากเสด็จฯนิวัติประเทศไทย รัฐบาลเดนมาร์กจึงได้ถวายโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมเป็นของขวัญแด่ล้นเกล้าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ (ในรัชกาลที่ 9)  เพื่อให้ดำเนินโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมในประเทศไทยบรรลุตามเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้โดยได้ดำเนินการจัดตั้ง“ฟาร์มโคนม”และ“ศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย-เดนมาร์ค”ขึ้นที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี และพระองค์ท่านพร้อมด้วย พระเจ้าเฟรเดอริคที่ 9 แห่งประเทศเดนมาร์ก ได้เสด็จเปิดฟาร์มโคนม เมื่อวันที่ 16  มกราคม  2505   จากนั้นมาคณะรัฐมนตรีได้กำหนดให้วันที่ 17 มกราคม เป็นวันโคนมแห่งชาติจึงถือเป็นวันสำคัญยิ่งต่ออาชีพการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) มีการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองขึ้นเป็นประจำทุกปีอย่างยิ่งใหญ่ดังนั้น  จึงขอเชิญทุกท่านเยี่ยมชมงานเทศกาลโคนมแห่งชาติประจำปี 2561

ส่วนนายณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)  กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมนมไทยได้ก้าวหน้าไปมาก ในส่วนของ อ.ส.ค.ได้มีนโยบายยกระดับความสามารถของบุคลากรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง   โดยมุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรทุกระดับตั้งแต่ระดับผู้บริหารและพนักงานให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ (Brand) และการสื่อสารแบรนด์ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถสร้างแบรนด์นมไทย-เดนมาร์คให้เป็นที่ยอมรับและครองใจผู้บริโภคอย่างยั่งยืน