ชะอำ – คอตตอน ยูเอสเอ จัดกิจกรรม #LOVEMYCOTTON มีเดีย เวิร์คช็อป 2016 (#เลิฟมายคอตตอน) เพื่อเชิญสื่อมวลชนทำความรู้จักกับประโยชน์ของเส้นใยฝ้ายจากสหรัฐอเมริกาที่ นอกจากจะมอบสัมผัสนุ่มสบายแก่ผู้สวมใส่แล้ว ยังมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม (Responsibility) อาทิ กระบวนการปลูกฝ้ายที่ช่วยรักษาหน้าดิน ลดปริมาณการใช้น้ำ และยากำจัดศัตรูพืช นอกจากนี้ในกระบวนการปลูกฝ้ายสหรัฐอเมริกา มีการพัฒนาให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศลดลงอย่างต่อเนื่อง และเกร็ดความรู้เกี่ยวกับฝ้ายอีกมากมายผ่านกิจกรรมในรูปแบบเอ็ดดูเทนเมนท์ที่สอดแทรกความสนุกสนานตลอดทั้งกิจกรรม ณ โรงแรม โซฟิเทล โซ หัวหิน จังหวัดเพชรบุรี
คุณไกรภพ แพ่งสภา ตัวแทนคอตตอน ยูเอสเอ ภูมิภาคอาเซียน กล่าว “สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีการเพาะปลูกฝ้ายมากเป็นอันดับ 3 ของโลกและมีอัตราการส่งออกฝ้ายมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก ถึง 2.28 ล้านตัน เมื่อปี 2014/2015 ฝ้ายสหรัฐอเมริกาเป็นที่ยอมรับในระดับสากลในฐานะผู้ผลิตและส่งออกฝ้ายคุณภาพสูง ซึ่งฝ้ายสหรัฐอเมริกามีคุณลักษณะเด่น 3 ประการ ได้แก่ ความบริสุทธิ์ของเส้นใย (Purity) คุณภาพที่ดีของเส้นใย (Quality) รวมถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม (Responsibility) ทำให้ปัจจุบันฝ้ายสหรัฐอเมริกาเป็นที่ยอมรับและชื่นชอบในกลุ่มผู้บริโภคไทย จากผลสำรวจ “2015 COTTON USATM Mark Tracking Survey” ซึ่งจัดทำขึ้นในทุกๆสองปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวัดประสิทธิภาพและการรับรู้ของผู้บริโภคที่มีต่อสัญลักษณ์ “คอตตอน ยูเอสเอ” และทัศนคติต่อฝ้ายสหรัฐอเมริกาครั้งล่าสุด พบว่า ผู้บริโภคชาวไทยกว่า ร้อยละ 56 มีการรับรู้และจดจำที่ดีเกี่ยวกับสัญลักษณ์คอตตอน ยูเอสเอ (COTTON USATM) นอกจากนี้ผู้บริโภคชาวไทย ยังมีการรับรู้เชิงบวกต่อฝ้ายสหรัฐอเมริกา อาทิ ร้อยละ 61 ตระหนักถึงคุณภาพสูงและ ความทนทานของผลิตภัณฑ์จากฝ้ายสหรัฐอเมริกา และ ร้อยละ 54 ของผู้บริโภคชาวไทยยังแสดงความคิดเห็นว่า “ฝ้าย” เป็นวัตถุดิบที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”

คุณไกรภพ กล่าวต่อว่า และเพื่อเป็นการตอกย้ำถึงประโยชน์ของฝ้ายจากสหรัฐอเมริกา คอตตอน ยูเอสเอจึงได้จัดกิจกรรม #LOVEMYCOTTON มีเดีย เวิร์คช็อป 2016 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้ และความเข้าใจในเชิงลึกเกี่ยวกับประโยชน์ของฝ้ายสหรัฐอเมริกาที่นอกจากความบริสุทธิ์ และคุณภาพของเส้นใยฝ้ายในผลิตภัณฑ์ของคอตตอน ยูเอสเอ ไลเซนซี ที่มอบสัมผัสนุ่มสบาย ไม่ระคายเคืองผิว ยังเป็นเส้นใยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยผู้ปลูกฝ้ายสหรัฐอเมริกามีการพัฒนากรรมวิธีการเพาะปลูกฝ้าย ที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการใช้และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ (Responsibility) ทั้งในด้านการใช้ดิน การใช้น้ำ ปริมาณยากำจัดศัตรูพืช เพื่อมอบผลผลิตฝ้ายที่มีคุณภาพ และบริสุทธิ์แก่ผู้บริโภคทั่วโลก ในขณะเดียวกันก็ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลกระทบต่อสภาวะโลกร้อน ดังนี้
การปลูกฝ้ายเป็นมิตรต่อดิน และพื้นที่เพาะปลูก
จากการคาดการณ์ถึงจำนวนประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ภายในปี ค.ศ. 2050 ความต้องการอาหารและเครื่องนุ่งห่มมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปัจจุบันถึงอนาคต หากแต่จำนวนพื้นดิน โดยเฉพาะพื้นดินที่เหมาะแก่การเพาะปลูกนั้นยังคงมีจำนวนจำกัด ฝ้ายเป็นพืชตัวอย่างที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชากรในอนาคตได้ โดยปัจจุบันพื้นที่ในการเพาะปลูกฝ้ายทั่วโลกนั้นใช้เพียงไม่ถึงร้อยละ 3 ของ พื้นที่เพาะปลูกทั่วโลก ในขณะเดียวกันผู้ปลูกฝ้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ปลูกฝ้ายจากสหรัฐอเมริกาเห็นความ สำคัญในการพัฒนาผลผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในพื้นที่เท่าเดิมหรือลดลง และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด ในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ผู้ปลูกฝ้ายสหรัฐอเมริกามีการคัดเลือกใช้พันธุ์ฝ้ายให้ได้ผลผลิตสูงต่อจำนวนพื้นที่เพาะปลูก โดย ผู้ปลูกฝ้ายสหรัฐอเมริกาสามารถลดพื้นที่การเพาะปลูกฝ้ายลงร้อยละ 30 ต่อจำนวนเส้นใยฝ้าย 1 กิโลกรัม

นอกจากฝ้ายจะสามารถผลิตเป็นเส้นใยที่ใช้ในการผลิตสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มทั่วโลกแล้ว เมล็ดฝ้ายยังเป็นวัตถุดิบที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ที่เป็นอุดมด้วยโปรตีนสำหรับเลี้ยงสัตว์ และเมล็ดฝ้ายยังกักเก็บพลังงานที่สามารถนำมาสกัดเป็น ไบโอดีเซล หรือเชื้อเพลิงชีวภาพได้อีกด้วย เช่น พื้นที่ 6.25 ไร่ จะสามารถผลิตเมล็ดฝ้ายได้ประมาณ 1,400 กิโลกรัม ซึ่งสามารถนำไปสกัดเป็นไบโอดีเซลได้กว่า 220 ลิตร
ฝ้ายเป็นพืชหมุนเวียน ผู้ผลิตฝ้ายในสหรัฐฯร้อยละ 84 นำพืชชนิดอื่นๆ มาสลับปลูกหมุนเวียนในไร่ของตน อาทิ ข้าวสาลี ข้าวโพด และถั่วเหลือง ซึ่งเป็นประโยชน์หลายๆ อย่างต่อคุณภาพดิน เช่น ช่วยเติมธาตุไนโตรเจนให้ดิน ลดศัตรูพืช และป้องกันการสะสมของจุลชีพที่ก่อโรคพืช นอกจากนี้ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา 2 ใน 3 ของผู้ปลูกฝ้ายในสหรัฐฯใช้แนวทางการเตรียมดินเพาะปลูกเชิงอนุรักษ์ ทั้งในระดับที่ไม่มีการขุดไถเลย โดยจะทิ้งซากพืชทั้งหมดไว้ในไร่ และแบบขุดไถแต่น้อย ทำให้ช่วยลดการสูญเสียหน้าดิน เพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำ และการชะล้างหน้าดินลดลง 68%
การปลูกฝ้าย ใช้น้ำทุกหยดอย่างมีคุณค่า
ฝ้ายมีคุณลักษณะตามธรรมชาติคือเป็นพืชทนแล้งการเพาะปลูกฝ้ายจึงมีความต้องการใช้น้ำที่น้อยโดยปริมาณการใช้น้ำของการปลูกฝ้ายทั่วโลกนั้นมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 3 จากปริมาณการใช้น้ำในภาคการเกษตรกรรมทั้งหมดของโลก และผู้ผลิตฝ้ายมีแนวทางการพัฒนาในการบริหารจัดการน้ำทุกรูปแบบอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการ
ทดน้ำเพื่อการเพาะปลูก อีกทั้งผู้ปลูกฝ้ายในสหรัฐฯได้พัฒนาการทดน้ำมาใช้ในการผลิต ทำให้ใช้น้ำน้อยลงแต่ผลิตเส้นใยฝ้ายได้มากขึ้น โดยมีประสิทธิภาพสูงขึ้นถึงร้อยละ 80 โดยประมาณหากเทียบกับเมื่อ 20 ปีที่แล้ว

การปลูกฝ้าย ลดการใช้ยากำจัดศัตรูพืชในกระบวนการเพาะปลูก มีการประมาณการกันว่า ในแต่ละปีการทำเกษตรกรรมทั่วโลกได้รับความเสียหายจากศัตรูพืชถึงร้อยละ 40 การใช้ยากำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัย และมีประสิทธิภาพจึงเป็นวิธีที่มีความสำคัญมากในการผลิตที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ในปัจจุบันการใช้ยากำจัดศัตรูพืชในอุตสาหกรรมฝ้ายทั่วโลกคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 6.4 ของยอดขายยากำจัดศัตรูพืชทั่วโลก
ในระยะเวลา 25 ปีที่ผ่านมา การปลูกฝ้ายในสหรัฐฯมีการใช้ยาฆ่าแมลงลดลงร้อยละ 50 จากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่ช่วยพัฒนาสายพันธุ์ฝ้ายเพื่อลดการใช้ยาฆ่าแมลง เช่น การเริ่มนำพันธุ์ฝ้ายบีที (BT cotton) มาปลูกในปี ค.ศ. 1996 ทำให้ผู้ปลูกในสหรัฐฯสามารถลดปริมาณการใช้สารเคมีในการกำจัดแมลงที่จำเป็นต่อการปกป้องผลผลิตฝ้ายลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้การใช้ยากำจัดศัตรูพืชกับฝ้ายมีกฎระเบียบและการควบคุมที่เข้มงวดในสหรัฐอเมริกา การใช้ยากำจัดศัตรูพืชเพื่อการเกษตรอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่กำหนดโดยหน่วยงานภาครัฐ ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับมลรัฐ และระดับประเทศ อีกทั้งยังมีตลาดกลาง เบรเมิน คอตตอน เอ็กซ์เชนจ์ (Bremen Cotton Exchange) ทำหน้าที่ตรวจสอบเส้นใยฝ้ายดิบจากทั่วโลกอย่างสม่ำเสมอเพื่อตรวจสอบว่ามีสารกำจัดศัตรูพืชตกค้างหรือไม่ โดยตัวอย่างทดสอบของฝ้ายสหรัฐฯ ได้ค่าเป็น “n.d.” หรือ “ไม่พบสารตกค้าง” เสมอมา
กระบวนการผลิตเส้นใยฝ้ายที่ลดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม
ในกระบวนการปลูกฝ้ายสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะตั้งแต่การเตรียมดิน โดยการไถพรวนแบบอนุรักษ์ ที่การไถพรวน เป็นการเพิ่มความสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศมาให้กับดิน ซึ่งสามารถปรับปรุงคุณภาพดิน หรือการบริหารจัดการน้ำที่มีการวางระบบการทดน้ำที่มีประสิทธิภาพและการพัฒนาปรับปรุงการใช้พลังงานในการปลูกฝ้าย โดยลดปริมาณการใช้พลังงาน 31% ต่อเส้นใยฝ้าย 1 กิโลกรัม กว่า 30 ปี การปลูกฝ้ายสหรัฐอเมริกานั้น มีการพัฒนาเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 22% ต่อ กิโลกรัม ซึ่งเป็นการช่วยโลกลดผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนได้อีกทางด้วย นอกจากนี้ฝ้ายยังเป็นเส้นใยธรรมชาติที่สามารถปลูกทดแทนได้ โดยการปลูกต้นฝ้ายบนพื้นที่ 1 ไร่ ในเวลา 1 ปี ยังสามารถช่วยดูดซับปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 5-6 ล้านตัน

เกี่ยวกับ “2015 COTTON USATM Mark Tracking Survey”
การสำรวจวิจัย “COTTONTM USA Mark Tracking Survey” จัดทำขึ้นเป็นประจำทุก 2 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวัดประสิทธิภาพและการรับรู้ของผู้บริโภคที่มีต่อสัญลักษณ์ “คอตตอน ยูเอสเอ” และทัศนคติต่อฝ้ายสหรัฐอเมริกา โดยการสำรวจครั้งล่าสุดมีขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2015 โดยมีกลุ่มตัวอย่าง ครอบคลุมประชากรผู้อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานคร ที่มีอายุระหว่าง 18-54 ปี และมีรายได้ครอบครัวต่อเดือนมากกว่า 30,000 บาทขึ้นไป จำนวน 603 คน

สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแบรนด์คอตตอน ยูเอสเอ รวมไปถึงสาระความรู้ดีๆ เกี่ยวกับเส้นใยฝ้ายธรรมชาติ สามารถติดตามข้อมูลได้ที่ Facebook: https://www.facebook.com/COTTONUSA.Thailand

