ในปัจจุบัน ไม่เพียงแต่นักกฎหมายหรือบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น ที่ตระหนักถึงบทบาทการมีส่วนร่วมสร้างหลักธรรมาภิบาลและการเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม ตลาดทุนนับว่าเป็นอีกภาคส่วนหนึ่งที่ออกมาแสดงจุดยืนด้วยเช่นกัน ด้วยความเชื่อที่ว่าธุรกิจก็เป็นอีกหนึ่งภาคส่วนที่ต้องร่วมดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม ด้วยขนาดของภาคธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ ตลาดทุนจึงเป็นอีกหนึ่งตัวแปร เพราะการเคลื่อนไหว จะส่งผลอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลง เมื่อเร็วๆ นี้ หลักสูตรผู้บริหารหลักนิติธรรม (TIJ Executive Program on the Rule of Law and Development: RoLD) รุ่นที่ 2 ของสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ได้เชิญ ดร. ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับตลาดทุน และกิจกรรมทางสังคมเพื่อสนับสนุนให้เกิดสังคมที่ดี และลดความเหลื่อมล้ำลง
ตลาดทุนสร้างความมั่งคั่งและความมั่นคงทางการเงินให้สังคม เพราะเป็นแหล่งระดมทุนของผู้ประกอบการ ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียน ประเทศเจริญก้าวหน้าจากระบบสาธารณูปโภคที่ดีขึ้น เมื่อผู้ประกอบการมีผลกำไร พนักงานก็ได้รับเงินเดือน ทำให้ครอบครัวมีรายได้เพิ่มขึ้น ในส่วนของผู้ถือหุ้นก็มีรายได้จากเงินปันผล
เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงตลาดทุนได้อย่างเท่าเทียมกัน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้พยายามสนับสนุนผู้ประกอบการและนักลงทุนรายย่อยให้เข้าถึงตลาดทุนได้มากขึ้น อาทิ การสร้าง platform การจัดอบรมให้ความรู้แก่บริษัท Start-up เพื่อให้มีความเข้มแข็งและสามารถจดทะเบียนเข้ามาอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ได้ เช่นเดียวกับนักลงทุนรายย่อยที่มีช่องทางออนไลน์ ในการหาความรู้เรื่องการลงทุน การวางแผนการเงิน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ความสำคัญในการให้ความรู้ด้านการเงินแก่ประชาชน โดยเน้น 4 ข้อ คือ รู้หา รู้เก็บ รู้ใช้ และรู้ขยายดอกผล รวมทั้งรณรงค์ให้ตระหนักถึงการวางแผนการเงินสำหรับยามเกษียณ อันจะเป็นหนทางลดความเหลื่อมล้ำและปัญหาในสังคมได้
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้สนับสนุนการทำกิจกรรมทางสังคมของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมี 2 แนวคิด คือ ความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ Corporate Social Responsibility ซึ่งแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ 1.CSR after Process ซึ่งเป็นกิจกรรมนอกเหนือจากการทำงานปกติ เช่น กิจกรรมเพื่อสังคม การบริจาค 2.CSR in Process คือ CSR ที่อยู่ในกระบวนการทำงานที่คำถึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม อาทิ การประกอบธุรกิจด้วยความเป็นธรรม รับผิดชอบต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม การร่วมพัฒนาชุมชนและสังคม ส่วน CSR ประเภทที่ 3 คือ CSR as Process คือธุรกิจที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสังคมโดยเฉพาะ เช่น มูลนิธิ Enterprise ส่วนอีกแนวคิดหนึ่งคือการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development คือการทำธุรกิจที่ตอบสนองความต้องการของคนในยุคปัจจุบัน แต่ต้องไม่สร้างปัญหาให้กับคนในยุคต่อมา โดยคำนึงถึง 3 ประเด็นสำคัญคือ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
ปัจจุบัน บริษัทฯ หลักทรัพย์จดทะเบียนต่างๆ ได้ทำกิจกรรมทางสังคมราว 1,000 โครงการ ที่เกี่ยวกับชุมชน การศึกษาสำหรับผู้เยาว์ คนพิการ และผู้สูงอายุ
นอกจากความพยายามของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจแบบมีความรับผิดชอบตามแนวทาง CSR และ SD เพื่อให้สอดคล้องกับหลักนิติธรรมแล้ว ปัจจุบัน ก็ยังมีปัจจัยผลักดันอื่นๆ อีกได้แก่ กฎหมาย ข้อบังคับของทางการเพื่อคุ้มครองประชาชน การตระหนักถึงบทบาทของบุคคลและองค์กรต่อความยั่งยืนของโลก การป้องกันความเสี่ยงด้านชื่อเสียง และท้ายสุดคือปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องกับความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ซึ่งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียนี้ สามารถแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่ม คือ 1.ผู้บริโภคซึ่งมีพลังมากในการบอกต่อว่าองค์กรดีหรือไม่ดี 2.คู่ค้าและหุ้นส่วนทางธุรกิจ บริษัทใหญ่อาจมีข้อกำหนดของสินค้าที่ต้องการ เช่น กระบวนการผลิตไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 3.ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน อาทิ นักลงทุนสถาบันมีกฎในการเลือกลงทุนในบริษัทที่มีธรรมาภิบาล 4.พนักงาน ซึ่งเลือกทำงานกับบริษัทที่มีชื่อเสียงดี 5.ชุมชนและสังคม ซึ่งไม่ต้อนรับบริษัทที่ทำไม่ถูกต้อง
นอกจากนี้ หลักการ CSR ยังสอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย ได้แก่วิถีพุทธ ที่สอนให้ทำความดี ไม่เบียดเบียนตัวเอง ผู้อื่น และธรรมชาติ และหลักทศพิธราชธรรม หรือหลักธรรมาภิบาล รวมทั้งแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง
ในส่วนของการประเมินความยั่งยืนของ CSR นั้น จะต้องพิจารณาให้ครบทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม ในส่วนของสังคมนี้ สิ่งสำคัญและใกล้ตัวที่สุดคือคนในองค์กร เมื่อพนักงานและครอบครัวได้รับการดูแลที่ดี ก็จะเป็นพลังให้องค์กรต่อไป
ดร.ชัยวัฒน์ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า ในการทำกิจกรรมทางสังคมนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือผู้นำขององค์กรต้องมีความเชื่อและตระหนักถึงความสำคัญ เพราะจะผลักดันให้เกิดเป็นนโยบาย แผนงาน ซึ่งอาจต้องปรับปรุงกระบวนการทำงาน ความตระหนักและการริเริ่มปฏิบัติในระดับองค์กรมีความสำคัญยิ่ง เพราะจะสามารถขยายผลออกไปยังคู่ค้าและหุ้นส่วนทางธุรกิจ และท้ายสุดคือทั้งภาคส่วนธุรกิจ ซึ่งมีขนาดใหญ่เพราะความสำคัญทางเศรษฐกิจ ความมุ่งมั่นในการใช้ศักยภาพของธุรกิจเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ จึงนับเป็นพลังสำคัญที่จะนำไปสู่สังคมที่สงบสุขและเป็นธรรม

